ชะลอวัย

Plasma Exchange คืออะไร? การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ประโยชน์ และข้อควรระวัง

สุขภาพดีเริ่มต้นได้ด้วยการดูแลจากภายใน เพราะในยุคที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเชื้อโรคต่างๆ มลภาวะ สารพิษ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ตลอดจนถึงอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวัน การดูแลสุขภาพเชิงลึก…

LINNA Clinic Medical Team12 ม.ค. 2569 15 นาที
Plasma Exchange คืออะไร? การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ประโยชน์ และข้อควรระวัง

สุขภาพดีเริ่มต้นได้ด้วยการดูแลจากภายใน เพราะในยุคที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเชื้อโรคต่างๆ มลภาวะ สารพิษ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ตลอดจนถึงอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวัน การดูแลสุขภาพเชิงลึกจึงเป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจในวงการแพทย์คือ Plasma Exchange หรือ “การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยขจัดสารกระตุ้นการอักเสบ โปรตีนที่มีความผิดปกติ และของเสียบางชนิดออกจากกระแสเลือดได้อย่างเฉพาะเจาะจง Plasma Exchange คืออะไร? ประโยชน์ และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนทำ LINNA Clinic (ลินนา คลินิก) มีคำตอบ

Plasma Exchange คืออะไร? การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ประโยชน์ และข้อควรระวัง

Plasma Exchange คืออะไร

Plasma Exchange หรือ การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา คือกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อแยกพลาสมาที่มีสารไม่พึงประสงค์ เช่น แอนติบอดีที่ผิดปกติ (Autoantibodies) โปรตีนกระตุ้นภาวะอักเสบ สารพิษ และของเสีย ออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ของเลือด แล้วกำจัดพลาสมาส่วนดังกล่าวออกจากระบบ จากนั้นจึงทดแทนส่วนที่กำจัดไปด้วยพลาสมาสดแช่แข็ง (Fresh Frozen Plasma: FFP) น้ำเกลือ หรืออัลบูมินตามความเหมาะสม เพื่อคงสมดุลขององค์ประกอบสำคัญในร่างกาย

โดยพลาสมา (Plasma) เป็นของเหลวสีเหลืองใส ทำหน้าที่ลำเลียงโปรตีน แอนติบอดี ไขมัน ฮอร์โมน และสารต่างๆ ในระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบหรือมีสารก่อโรคหมุนเวียนอยู่ในพลาสมาจนส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย การทำ Plasma Exchange จึงมีบทบาทในการช่วยลดระดับสารผิดปกติออกจากกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูสุขภาพร่วมกับการรักษาหลักตามดุลยพินิจของแพทย์

Plasma Exchange คืออะไร? การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ประโยชน์ และข้อควรระวัง

Plasma Exchange ต่างกับ DFPP อย่างไร

ทั้ง Plasma Exchange และ DFPP เป็นการทำความสะอาดเลือดผ่านกระบวนการ Plasmapheresis เพื่อลดสารไม่พึงประสงค์ในกระแสเลือด แต่มีความแตกต่างกันที่วิธีการกรองและการทดแทนพลาสมา โดย Plasma Exchange จะกรองเอาพลาสมาที่มีสารไม่พึงประสงค์ออกจากระบบ จากนั้นจึงใช้พลาสมาจากผู้บริจาคหรือสารละลายอัลบูมินเข้ามาทดแทน เหมาะในกรณีที่ต้องการลดแอนติบอดีผิดปกติหรือโปรตีนบางชนิดให้ลดลงอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) เป็นการกรองพลาสมา 2 ขั้นตอน โดยขั้นแรกแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด จากนั้นนำพลาสมาที่ได้ไปผ่านตัวกรองที่มีความจำเพาะอีกชั้นหนึ่งเพื่อคัดแยกเฉพาะโมเลกุลที่ไม่ต้องการออก และคืนพลาสมาที่ผ่านการกรองกลับเข้าสู่ร่างกาย ลดความจำเป็นในการใช้พลาสมาทดแทนจากภายนอกและช่วยรักษาโปรตีนที่จำเป็นไว้ได้มากกว่า เหมาะกับกลุ่มที่มีไขมันหรือโปรตีนบางชนิดในเลือดสูงผิดปกติ และผู้ที่ต้องการบรรเทาภาวะอักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป

Plasma Exchange คืออะไร? การเปลี่ยนถ่ายพลาสมาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ประโยชน์ และข้อควรระวัง

ขั้นตอนการทำ Plasma Exchange

กระบวนการทำ Plasma Exchange ควรอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์ รวมถึงมีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปอาจใช้เวลาในการทำประมาณ 1.5-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับปัญหาในแต่ละเคส) มีขั้นตอน ดังนี้

  1. ประเมินร่างกายก่อนทำ โดยแพทย์จะตรวจเลือด วัดความดันโลหิต ชีพจร และประเมินสภาวะสุขภาพโดยรวม เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการทำ Plasma Exchange อย่างเหมาะสม
  2. ใส่สายสวนหลอดเลือดดำ โดยปกติแพทย์จะใส่สายสวนหรือเข็มเข้าไปในหลอดเลือดดำบริเวณแขน 1-2 ตำแหน่ง เพื่อใช้สำหรับดูดเลือดออกจากร่างกายและส่งเลือดที่ผ่านการกรองแล้วกลับเข้าสู่ร่างกาย แต่ในบางกรณีที่จำเป็นต้องใช้หลอดเลือดขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาใส่สายสวนบริเวณลำคอ หรือขาหนีบ ตามความเหมาะสม ซึ่งการใส่สายสวนในบริเวณดังกล่าวจะต้องดำเนินการภายในโรงพยาบาลเท่านั้น
  3. แยกพลาสมาออกจากเลือด เครื่องจะดูดเลือดเข้าสู่ระบบแยกส่วนประกอบเลือดเพื่อทำการแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยพลาสมาที่ประกอบด้วยสารไม่พึงประสงค์จะถูกคัดแยกออกไป ส่วนเซลล์เม็ดเลือดจะถูกเก็บไว้เพื่อนำกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง
  4. เติมสารทดแทนพลาสมา เช่น Fresh Frozen Plasma หรือสารละลายอัลบูมิน (Albumin) เข้ากับเซลล์เม็ดเลือดที่แยกไว้ แล้วเติมกลับเข้าสู่ร่างกายช้าๆ เพื่อคงสมดุลของเหลวในร่างกาย
  5. เฝ้าดูอาการหลังทำ โดยการตรวจวัดความดันโลหิต ชีพจร และพักดูอาการในช่วงสั้นๆ หากไม่พบความผิดปกติ สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกันโดยไม่ต้องพักฟื้น

Plasma Exchange ช่วยเรื่องอะไร

  • ช่วยลดสารก่อการอักเสบในเลือด เช่น Cytokine และโปรตีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และกระตุ้นโรคประจำตัวให้รุนแรงมากขึ้น

  • ช่วยลดระดับแอนติบอดีผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายโจมตีอวัยวะของตัวเอง การทำ Plasma Exchange มีส่วนช่วยลดระดับแอนติบอดีเหล่านี้ให้น้อยลงและสนับสนุนให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น

  • ช่วยลดความหนืดของเลือด ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจและอวัยวะสำคัญในร่างกาย

  • ช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น โปรตีนผิดรูป ไขมันบางชนิด สารพิษ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนหรือโรคเรื้อรังบางชนิด

  • ส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม เมื่อสารกระตุ้นการอักเสบน้อยลง การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น จึงมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพได้ในระยะยาว

Plasma Exchange เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและโรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น โรค SLE โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพื่อช่วยลดปริมาณแอนติบอดีผิดปกติภายในร่างกาย
  • ผู้ที่มีโปรตีนหรือไขมันบางชนิดในเลือดสูงมาก จนส่งผลให้เลือดมีความหนืดผิดปกติ และส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด
  • ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคอักเสบเรื้อรัง และต้องการใช้แนวทางฟื้นฟูสุขภาพร่วมกับการรักษาหลัก
  • ผู้ที่แพทย์ประเมินแล้วว่ามีภาวะไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีสารก่อการอักเสบบางชนิดในเลือดสูง
  • ผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูสุขภาพเชิงลึก ดูแลสุขภาพองค์รวม

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับบริการจะต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์เพื่อประเมินข้อบ่งชี้และความเสี่ยงก่อนทำหัตถการ และควรทำความเข้าใจว่าการทำ Plasma exchange เป็นเพียงแนวทางการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ใช่กระบวนการรักษาโรคจึงไม่สามารถใช้แทนการรักษาหลักได้

กลุ่มบุคคลที่ไม่เหมาะกับ Plasma Exchange

  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตรุนแรงที่ยังควบคุมอาการไม่ได้
  • ผู้ที่มีภาวะการติดเชื้อรุนแรง
  • ผู้ที่ความดันต่ำมาก หรือเคยมีประวัติภาวะช็อก
  • ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้สารทดแทนพลาสมา เช่น Albumin หรือพลาสมาบริจาค
  • สตรีมีครรภ์ และคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร (ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ และรับการประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเข้ารับบริการ)

ผลข้างเคียงหลังทำ Plasma Exchange

โดยทั่วไปการทำ Plasma Exchange ถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัย เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ ทั้งนี้ ผู้เข้ารับบริการในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงหลังทำ Plasma exchange ซึ่งมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและไม่รุนแรง เช่น

  • มีอาการหนาวสั่นในระหว่างทำ ซึ่งสามารถแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบเพื่อปรับการดูแลให้เหมาะสม
  • รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
  • อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
  • ปวดศีรษะหรือวิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้เล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตัว
  • รู้สึกไม่สบายผิว เกิดรอยฟกช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ใส่สายสวน
  • ความดันโลหิตลดต่ำลงชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีจ้ำเลือดหรือเลือดออกมากผิดปกติหลังทำ ควรรีบพบแพทย์ทันที

วิธีดูแลร่างกายก่อน-หลังทำ Plasma Exchange

วิธีเตรียมตัวก่อนทำ Plasma Exchange

  • แจ้งรายละเอียดโรคประจำตัว ยา อาหารเสริมที่ใช้อยู่ และประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
  • เข้ารับการตรวจเลือดและประเมินความพร้อมร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในช่วง 1-2 วันก่อนทำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
  • งดอาหารเสริมหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดตามคำสั่งแพทย์

การดูแลตัวเองหลังทำ Plasma Exchange

  • ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนเลือดและช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวได้ดี
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก การยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักๆ ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก เวียนหัวมาก หน้ามืด มีอาการบวม แดง หรือเจ็บมากผิดปกติบริเวณที่ใส่สายสวน ให้รีบพบแพทย์ทันที

สรุป

Plasma Exchange เป็นวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยลดสารอักเสบ แอนติบอดีผิดปกติ และโปรตีนบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไหลเวียนและภูมิคุ้มกันร่างกาย จึงช่วยฟื้นฟูสุขภาพ และปรับสมดุลจากภายในได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีความปลอดภัย ปรึกษาปัญหาสุขภาพ พร้อมวางแผนฟื้นฟูร่างกายเฉพาะรายบุคคลกับทีมแพทย์ของ LINNA Clinic สามารถติดต่อเราได้ที่เบอร์ 063-609-8888, Whatsapp +66 919799554 หรือทาง LINE: @linnaclinic ได้เลยค่ะ

#Longevity#Plasmapheresis#Blood Pressure

บทความนี้เรียบเรียงและตรวจสอบโดยทีมแพทย์ของ LINNA Clinic

สนใจโปรแกรมนี้ หรือต้องการคำแนะนำเฉพาะบุคคล?

ทีม LINNA Clinic พร้อมให้คำแนะนำเพื่อเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

EBOO PLUS Therapy ตัวช่วยที่ดูแลภาวะอักเสบเรื้อรังจากภายใน และโรค NCDs
ชะลอวัย

EBOO PLUS Therapy ตัวช่วยที่ดูแลภาวะอักเสบเรื้อรังจากภายใน และโรค NCDs

มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น น…

อ่านบทความ
Lymphatic Drainage คืออะไร?ช่วยเรื่องไหนบ้าง และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
ชะลอวัย

Lymphatic Drainage คืออะไร?ช่วยเรื่องไหนบ้าง และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการดูแลร่างกายจากภายนอก แต่ยังให้ความสำคัญกับระบบภายในที่มีผลต่อความสดชื่น ภูมิคุ้มกัน และการฟื้นตัวของร่างกาย หนึ่งในระบบสำคัญที่จะมองข้ามไปเสียไม่ไ…

อ่านบทความ
Lymphatic Drainage กุญแจสำคัญของอายุยืน (Longevity) และภูมิคุ้มกันที่ดี
ชะลอวัย

Lymphatic Drainage กุญแจสำคัญของอายุยืน (Longevity) และภูมิคุ้มกันที่ดี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสเกี่ยวกับ “ Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่สนใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่รอให้เกิดอาการเจ็บป่วยก่อน…

อ่านบทความ