เวชศาสตร์ฟื้นฟู

Plasmapheresis ช่วยลดไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) ในเลือดได้จริงไหม? รวมข้อมูลที่ควรทราบ

ไมโครพลาสติกเข้าสู่เลือดได้อย่างไร และ Plasmapheresis (DFPP) อาจช่วยลดได้จริงไหม? อ่านหลักฐานวิจัยเกี่ยวกับ Microplastics และ Nanoplastics พร้อมข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

LINNA Clinic22 ต.ค. 2569 18 นาที
Plasmapheresis ช่วยลดไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) ในเลือดได้จริงไหม? รวมข้อมูลที่ควรทราบ

Plasmapheresis หัตถการทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการช่วยกรองและลดสารไม่พึงประสงค์บางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด เช่น ไขมัน แอนติบอดีที่ผิดปกติ สารก่อการอักเสบ และสารบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของโรค นอกจากนี้ ข้อมูลงานวิจัยบางส่วนยังพบว่า Plasmapheresis อาจมีส่วนช่วยในการลดไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว และมีการตรวจพบในเลือดรวมถึงเนื้อเยื่อบางชนิดของมนุษย์

สำหรับผู้ที่สนใจแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการฟื้นฟูร่างกายจากภายใน อาจเกิดคำถามว่า Plasmapheresis ช่วยลด Microplastics และ Nanoplastics ในเลือดได้จริงหรือไม่? หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีข้อมูลสนับสนุนมากน้อยเพียงใด บทความนี้ LINNA Clinic มีคำตอบ พร้อมข้อมูลที่ควรรู้เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) คืออะไร?

ไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) หรือ MNPs คืออนุภาคพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งอาจถูกผลิตขึ้นให้มีขนาดเล็กตั้งแต่ต้นหรือเกิดจากการแตกตัวและเสื่อมสภาพของผลิตภัณฑ์พลาสติกขนาดใหญ่ในสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไป Microplastics หมายถึงอนุภาคพลาสติกที่มีขนาดประมาณ 1 ไมโครเมตร (µm) ถึงเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ส่วน Nanoplastics หมายถึงอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ไมโครเมตร ทั้งนี้ เกณฑ์การแบ่งขนาดของ Nanoplastics อาจแตกต่างกันไปตามนิยามที่ใช้ในแต่ละงานวิจัยและหน่วยงาน

ด้วยขนาดที่เล็กมากและคุณสมบัติทางกายภาพ ส่งผลให้ MNPs บางส่วนสามารถเคลื่อนย้ายผ่านแนวกั้นทางชีวภาพของร่างกาย (Biological Barriers) เข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ โดยปัจจุบันมีรายงานการตรวจพบอนุภาคหรือองค์ประกอบของพลาสติกในหลายส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น ระบบทางเดินอาหาร เนื้อเยื่อปอด รก (Placenta) ผนังหลอดเลือด รวมถึงมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการผ่าน Blood-Brain Barrier ซึ่งเป็นแนวกั้นสำคัญระหว่างกระแสเลือดกับระบบประสาทส่วนกลาง

ไมโครพลาสติก (Microplastics) และนาโนพลาสติก (Nanoplastics) เข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างไร

มนุษย์สามารถรับ MNPs เข้าสู่ร่างกายผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงการสูดดมอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ โดยอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากบางส่วนอาจสามารถผ่านแนวกั้นชีวภาพของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ ก่อนเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือด รวมถึงอาจกระจายไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย

อ้างอิงจากการศึกษาของ Leslie และคณะ ในปี 2022 ที่วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 22 คน พบองค์ประกอบของพอลิเมอร์พลาสติกหลายชนิดในกระแสเลือด ได้แก่ Polyethylene Terephthalate (PET), Polyethylene (PE), Styrene Polymers และ Poly(methyl methacrylate) (PMMA) โดยตรวจพบความเข้มข้นรวมเฉลี่ยของพลาสติกประมาณ 1.6 µg/mL ผลการศึกษานี้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนว่าองค์ประกอบของอนุภาคพลาสติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้ระบุโดยตรงว่าอนุภาคพลาสติกเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางใด และเป็นงานศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม (Leslie et al., 2022)

Microplastics และ Nanoplastics อันตรายอย่างไร? ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

แม้ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุผลกระทบต่อสุขภาพของ MNPs ต่อร่างกายของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน แต่มีงานศึกษาวิจัยหลายฉบับที่พบกลไกซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น

  • กระตุ้นภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) อนุภาคพลาสติกอาจเพิ่มการสร้าง Reactive Oxygen Species (ROS) จนรบกวนสมดุลภายในเซลล์ และนำไปสู่ความเสียหายของโปรตีน ไขมัน เยื่อหุ้มเซลล์ และ DNA ซึ่งหากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบ ความผิดปกติของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังบางชนิด

  • อาจกระตุ้นกระบวนการอักเสบ (Inflammation) เมื่ออนุภาคพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองต่ออนุภาคเหล่านี้ในลักษณะของสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันและการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งอาจเพิ่มภาวะการอักเสบภายในร่างกายได้

  • รบกวนการทำงานของเซลล์และไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) งานวิจัยระดับเซลล์พบว่า MNPs บางชนิด อาจรบกวนการทำงานของไมโทคอนเดรียซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงานให้เซลล์ โดยพบความเกี่ยวข้องกับการสร้าง ATP ที่ลดลง และการเพิ่มขึ้นของ Reactive Oxygen Species (ROS) ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายและการตายของเซลล์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังมาจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ และจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม (Li et al., 2023)

  • อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด งานศึกษาในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดนำคราบพลัคออกจากหลอดเลือดคาโรติด (Carotid Endarterectomy) จำนวน 304 ราย (มีผู้ติดตามผลครบ 257 ราย) ตรวจพบ MNPs บางชนิดภายในคราบพลัค และพบว่ากลุ่มที่ตรวจพบอนุภาคพลาสติกมีอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือเสียชีวิตจากทุกสาเหตุสูงกว่ากลุ่มที่ตรวจไม่พบ ในช่วงติดตามเฉลี่ยประมาณ 33.7 เดือน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต (Observational Study) ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจพบอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กในคราบพลัคและความเสี่ยงของการเกิดโรค และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง (Marfella et al., 2024)

วิธีหลีกเลี่ยงการรับ Microplastics และ Nanoplastics เข้าสู่ร่างกาย

แม้โอกาสที่จะลดการสัมผัส MNPs ในปัจจุบันจะทำได้ยาก เนื่องจากอนุภาคเหล่านี้สามารถพบได้ทั้งในอาหาร น้ำ และอากาศ แต่เราสามารถลดการสัมผัสให้น้อยลงด้วยวิธีต่างๆ เช่น

  • หลีกเลี่ยงการอุ่นหรือการทานอาหารที่มีอุณหภูมิสูงในภาชนะพลาสติกที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับความร้อน

  • ลดการใช้ภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวหรือโฟม หันมาเลือกใช้แก้ว สเตนเลส หรือเซรามิก สำหรับใส่อาหารและเครื่องดื่ม เพื่อลดการสัมผัสกับพลาสติกโดยไม่จำเป็น

  • หลีกเลี่ยงการใช้ขวดหรือกล่องพลาสติกที่เสื่อมสภาพ มีรอยแตกหัก ขีดข่วน หรือผ่านความร้อนสูงเป็นเวลานาน

  • เลือกใช้อุปกรณ์ทำอาหารอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงวัสดุประเภทพลาสติก และทดแทนด้วยวัสดุประเภทสเตนเลส แก้ว ไม้ หรือเซรามิก

  • ดูแลทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดฝุ่น รวมถึงอนุภาคเส้นใยพลาสติกจากสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุต่างๆ

  • ล้างวัตถุดิบ ผัก และผลไม้ ให้สะอาดก่อนนำมารับประทาน

ร่างกายสามารถกำจัด Microplastics และ Nanoplastics ออกเองได้หรือไม่?

ร่างกายมนุษย์มีกลไกที่สามารถขับ MNPs บางส่วนออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระ และนอกจากนี้ ยังมีรายงานการตรวจพบไมโครพลาสติกในปัสสาวะของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการกำจัดอนุภาคพลาสติกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาด รูปร่าง ชนิดของพอลิเมอร์ คุณสมบัติของพื้นผิว และตำแหน่งที่กระจายอยู่ในร่างกาย ซึ่งทำให้นาโนพลาสติกมีแนวโน้มที่จะถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ยากกว่าไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า

แม้ร่างกายจะสามารถขับอนุภาคพลาสติกบางส่วนออกได้เอง แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถกำจัด MNPs ที่ตกค้างในกระแสเลือดหรือเนื้อเยื่อได้ทั้งหมด ส่งผลให้แนวทางทางการแพทย์ที่มีบทบาทในการกรองและคัดแยกสารบางชนิดออกจากเลือดได้รับความสนใจมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Plasmapheresis ซึ่งมีรายงานการตรวจพบอนุภาคที่มีลักษณะสอดคล้องกับไมโครและนาโนพลาสติก ในส่วนที่ถูกคัดแยกออกระหว่างกระบวนการ รวมถึงมีข้อมูลเบื้องต้นในมนุษย์ที่พบว่าปริมาณ Microplastics ในเลือดอาจลดลงหลังการทำ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้เป็นเพียงแนวทางเสริมเพื่อช่วยคัดกรองและลดปริมาณสารไม่พึงประสงค์บางส่วนที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ไม่ใช่วิธีกำจัดหรือรักษาผลกระทบที่เกิดจาก MNPs โดยตรง รวมถึงยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อประเมินทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

Plasmapheresis คืออะไร? ทำงานอย่างไร

Plasmapheresis คือกระบวนการแยกพลาสมา (Plasma) ออกจากเซลล์เม็ดเลือดผ่านระบบภายนอกร่างกาย เพื่อช่วยคัดแยกและลดสารไม่พึงประสงค์บางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ในทางการแพทย์ Plasmapheresis มีหลายเทคนิค ได้แก่ Therapeutic Plasma Exchange (TPE) ซึ่งเป็นการนำพลาสมาของผู้ป่วยออกและทดแทนด้วยสารน้ำที่เหมาะสม และ Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) ซึ่งใช้ระบบกรองพลาสมาแบบสองขั้นตอน เพื่อคัดแยกสารบางชนิดออกจากพลาสมาได้อย่างจำเพาะมากขึ้น ลดโอกาสการสูญเสียสารสำคัญในพลาสมา และใช้สารทดแทนน้อย ซึ่งมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  • แยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด โดยนำเลือดเข้าสู่เครื่องและผ่านตัวกรองชั้นแรก เพื่อแยกพลาสมาออกจากส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

  • กรองสารบางชนิดออกจากพลาสมา โดยนำพลาสมาที่แยกได้ผ่านตัวกรองชั้นที่สอง ซึ่งออกแบบมาให้สามารถคัดแยกโมเลกุลตามขนาด เพื่อช่วยลดสารบางชนิดที่ต้องการกำจัดออกจากพลาสมา

  • นำส่วนประกอบของเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยพลาสมาส่วนที่ผ่านการกรอง ร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดจะถูกส่งกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด

จุดเด่นของ DFPP คือสามารถเลือกกรองสารโมเลกุลขนาดใหญ่บางชนิดออกจากพลาสมาได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาส่วนประกอบบางส่วนที่ยังจำเป็นต่อร่างกายไว้ได้มากกว่าการทำ Plasma Exchange แบบทั่วไปซึ่งเป็นการนำพลาสมาออกทั้งหมดและต้องใช้สารเหลวทดแทน

Plasmapheresis (DFPP) ช่วยลด Microplastics และ Nanoplastics ในเลือดได้จริงหรือไม่?

ปัจจุบัน เริ่มมีข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์ที่ชี้ให้เห็นว่า Double-Filtration Plasmapheresis (DFPP) ซึ่งเป็นกระบวนการกรองพลาสมาแบบ 2 ขั้นตอน อาจมีศักยภาพในการช่วยลด MNPs ที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในด้านนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และจำเป็นต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ และติดตามผลในระยะยาว

อ้างอิงจากการศึกษาของ Scholkmann และ Gatti ในปี 2022 นำสารที่ถูกกรองออกจากพลาสมาระหว่างการทำ DFPP มาตรวจด้วยเทคนิค FE-SEM/EDX และพบอนุภาคขนาดตั้งแต่ระดับนาโนเมตรถึงไมโครเมตรในส่วนที่ถูกคัดแยกออก ผลดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นว่า อนุภาคขนาดเล็กสามารถพบได้ในส่วนที่ถูกคัดแยกออกจากพลาสมาระหว่างการทำ DFPP อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ยืนยันว่าอนุภาคที่ตรวจพบทั้งหมดเป็น Microplastics หรือ Nanoplastics โดยเฉพาะ (Scholkmann & Gatti, 2022)

ต่อมาในปี 2025 Bornstein และคณะได้วิเคราะห์สารที่ถูกคัดแยกออกจากพลาสมาระหว่างการทำ Therapeutic Apheresis แบบ Double Filtration (INUSpheresis) จากผู้เข้ารับการรักษา 21 ราย ด้วยเทคนิค ATR-FT-IR และพบสารที่มีลักษณะสอดคล้องกับพอลิเมอร์หลายชนิด เช่น Polyamide-6 และ Polyurethane ผลการศึกษานี้จึงช่วยสนับสนุนว่าอนุภาคที่มีลักษณะคล้าย Microplastics และ Nanoplastics อาจถูกกรองและคัดแยกออกจากพลาสมาได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้วัดระดับอนุภาคพลาสติกในเลือดก่อนและหลังทำ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า DFPP ช่วยลด Microplastics และ Nanoplastics ในกระแสเลือดได้มากน้อยเพียงใด (Bornstein et al., 2025)

จากนั้นในปี 2026 Bornstein และคณะได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ Microplastics และ Nanoplastics ในเลือดทั้งก่อนและหลังการทำ DFPP โดยใช้เทคนิคตรวจหลายรูปแบบ พบว่า Polyethylene (PE) ลดลงในผู้เข้าร่วมทั้ง 4 รายที่ตรวจด้วยเทคนิค Py-GC-MS และ Polyvinyl Chloride (PVC) ลดลงใน 3 จาก 4 ราย ขณะที่การตรวจด้วย Nile Red ร่วมกับ Flow Cytometry ในผู้เข้าร่วมอีก 4 ราย พบจำนวนอนุภาคที่ตรวจจับได้ลดลงเฉลี่ยประมาณ 70% หลังทำ DFPP อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าอนุภาคที่ตรวจพบทั้งหมดเป็น Microplastics หรือ Nanoplastics ได้อย่างจำเพาะ ประกอบกับกลุ่มตัวอย่างยังมีขนาดเล็ก และพอลิเมอร์แต่ละชนิดไม่ได้ลดลงในทิศทางเดียวกันทั้งหมด จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า DFPP สามารถลดพลาสติกทุกชนิดได้ในระดับเดียวกัน หรือสามารถกำจัดอนุภาคพลาสติกออกจากร่างกายได้ทั้งหมด (Bornstein et al., 2026)

อาจกล่าวได้ว่า มีข้อมูลในมนุษย์ที่สนับสนุนว่า Plasmapheresis (DFPP) อาจช่วยลด Microplastics ที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าผลดังกล่าวจะคงอยู่ได้นานเพียงใด หรือสามารถลดอนุภาคพลาสติกที่กระจายหรือสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่นได้ด้วยหรือไม่ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับ Nanoplastics ยังมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอนุภาคมีขนาดเล็กมากและตรวจวัดได้ยาก

ผู้ที่สนใจ Plasmapheresis (DFPP) ควรเข้าใจว่า แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาประสิทธิภาพในการช่วยลด MNPs รวมถึงความปลอดภัยในระยะยาว จึงควรพิจารณาใช้เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วิธีการรักษาโรค โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินข้อบ่งชี้และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ Plasmapheresis (DFPP) เพื่อช่วยลด Microplastics และ Nanoplastics

แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของ Plasmapheresis (DFPP) ในการช่วยลดอนุภาคพลาสติกที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด แต่ยังมีข้อควรรู้และข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ที่แนะนำให้คนทั่วไปทำ Plasmapheresis เพื่อจุดประสงค์ในการกำจัดไมโครและนาโนพลาสติกที่อยู่ในกระแสเลือดเป็นหลัก

  • ข้อมูลด้านนาโนพลาสติกยังค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะการตรวจวัดและประเมินประสิทธิภาพการกำจัดออกจากร่างกาย เนื่องจากอนุภาคพลาสติกประเภทนี้มีขนาดเล็กมาก

  • การลดระดับอนุภาคพลาสติกในกระแสเลือดไม่ได้หมายถึงการกำจัดออกจากร่างกายได้ทั้งหมด เนื่องจาก Plasmapheresis ทำงานกับสารที่หมุนเวียนอยู่ในเลือดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สารบางส่วนที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ (tissue) ตามส่วนต่างๆ อาจเคลื่อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้ภายหลัง และมีโอกาสถูกกำจัดออกเพิ่มเติมในการทำครั้งต่อๆ ไป การทำ Plasmapheresis (DFPP) จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่อาจช่วยลดปริมาณสารไม่พึงประสงค์บางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย

  • ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ชัดเจนของผลลัพธ์ โดยยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า หลังทำ Plasmapheresis แล้วระดับอนุภาคพลาสติกในเลือดจะลดลงได้นานเพียงใด หรือมีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้นในภายหลังหรือไม่ ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องสัมผัสในชีวิตประจำวัน

  • หลังทำ Plasmapheresis อาจเกิดผลข้างเคียงชั่วคราวบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งทางคลินิกจะมีการตรวจวัดความดัน (Blood Pressure) และติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ ภาวะน้ำตาลตกเนื่องจากระบบเผาผลาญถูกกระตุ้นในระหว่างที่ทำ แนะนำให้รับประทานอาหารก่อนเข้ารับบริการ และทางคลินิกมีกลูโคสเตรียมไว้ในกรณีจำเป็น มีรอยช้ำหรือบวมบริเวณที่เจาะเลือด และบางรายอาจรู้สึกอ่อนล้าจากการนอนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ซึ่งอาการเหล่านี้มักค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอและดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์

สรุป

Microplastics และ Nanoplastics (MNPs) เป็นมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมที่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งจากอาหาร เครื่องดื่ม การสูดดม และการสัมผัส ปัจจุบันมีงานวิจัยตรวจพบอนุภาคหรือองค์ประกอบของพลาสติกในเลือดและเนื้อเยื่อหลายส่วนของมนุษย์ รวมถึงพบความเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ การทำงานของเซลล์ และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลต่อการเกิดโรคได้อย่างชัดเจน

สำหรับ Plasmapheresis (DFPP) มีข้อมูลเบื้องต้นว่าพบอนุภาคพลาสติกในส่วนที่ถูกแยกออกระหว่างกระบวนการกรองเลือด และมีการศึกษาในมนุษย์ที่พบว่าปริมาณไมโครพลาสติกในกระแสเลือดลดลงหลังทำ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน และยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Plasmapheresis สามารถกำจัดไมโครและนาโนพลาสติกออกจากร่างกายได้ทั้งหมด หรือส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และติดตามผลเพิ่มเติม

เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยง การลดการสัมผัสพลาสติกที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวันยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพ และควรมอง Plasmapheresis เป็นแนวทางเสริมที่ช่วยลดสารไม่พึงประสงค์บางส่วนในกระแสเลือด มากกว่าจะเป็นวิธีดีท็อกซ์ (Detox) หรือกำจัดพลาสติกออกจากร่างกายโดยตรง ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินสุขภาพกับแพทย์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความเสี่ยง และวางแผนการดูแลแบบเฉพาะบุคคล

สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาปัญหาสุขภาพหรือวางแผนฟื้นฟูสุขภาพด้วยการทำ DFPP เฉพาะรายบุคคล โดยทีมแพทย์ของ LINNA Clinic สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 063-609-8888, WhatsApp +66 91-979-9554 หรือทาง LINE: @linnaclinic ได้เลยค่ะ

References

  • Bornstein, S. R., Gruber, T., Katsere, D., El Attaoui, A., Wohlsperger, L., Yaman, M., Kanczkowski, W., Piwernetz, G., Straube, R., Voit-Bak, K., Licinio, J., & Steenblock, C. (2025). Therapeutic apheresis: A promising method to remove microplastics? Brain Medicine, 1(3), 52–53. https://doi.org/10.61373/bm025l.0056

  • Bornstein, S. R., Kanczkowski, W., Walther, R., Kronstein-Wiedemann, R., Fischer, D., Oikonomakos, I., Rodionov, R. N., Tselmin, S., Kok, Y. P., Mavberg, P. A., Petriz, J., Ward, M. D., Castillo-Aleman, Y. M., Schuster, C., Petegorsky, M., Hantel, C., Beuschlein, F., Spinas, G. A., Wuestefeld, T., … Steenblock, C. (2026). Therapeutic apheresis: An effective strategy for a combined targeting of circulating lipoproteins, inflammatory markers, PFAS, and microplastics in cardiometabolic and neurodegenerative disease? Brain Health. Advance online publication. https://doi.org/10.61373/bh026a.0024

  • Leslie, H. A., van Velzen, M. J. M., Brandsma, S. H., Vethaak, A. D., Garcia-Vallejo, J. J., & Lamoree, M. H. (2022). Discovery and quantification of plastic particle pollution in human blood. Environment International, 163, 107199. https://doi.org/10.1016/j.envint.2022.107199

  • Li, Y., Guo, M., Niu, S., Shang, M., Chang, X., Sun, Z., Zhang, R., Shen, X., & Xue, Y. (2023). ROS and DRP1 interactions accelerate the mitochondrial injury induced by polystyrene nanoplastics in human liver HepG2 cells. Chemico-Biological Interactions, 379, 110502. https://doi.org/10.1016/j.cbi.2023.110502

  • Marfella, R., Prattichizzo, F., Sardu, C., Fulgenzi, G., Graciotti, L., Spadoni, T., D’Onofrio, N., Scisciola, L., La Grotta, R., Frigé, C., Pellegrini, V., Municinò, M., Siniscalchi, M., Spinetti, F., Vigliotti, G., Vecchione, C., Carrizzo, A., Accarino, G., Squillante, A., … Paolisso, G. (2024). Microplastics and nanoplastics in atheromas and cardiovascular events. New England Journal of Medicine, 390(10), 900–910. https://doi.org/10.1056/NEJMoa2309822

  • Scholkmann, F., & Gatti, A. M. (2022). Particles in the eluate from double filtration plasmapheresis—A case study using field emission scanning electron microscopy/energy-dispersive X-ray spectroscopy (FE-SEM/EDX). Compounds, 2(4), 367–377. https://doi.org/10.3390/compounds2040030

#Plasmapheresis#DFPP#Microplastics#Nanoplastics

บทความนี้เรียบเรียงและตรวจสอบโดยทีมแพทย์ของ LINNA Clinic

โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

Double Filtration Plasmapheresis (DFPP)
Wellness Treatment

Double Filtration Plasmapheresis (DFPP)

฿129,000฿159,000

สนใจโปรแกรมนี้ หรือต้องการคำแนะนำเฉพาะบุคคล?

ทีม LINNA Clinic พร้อมให้คำแนะนำเพื่อเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Muse Cell คืออะไร? ต่างจากเซลล์ทั่วไปอย่างไร? รวมข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
เวชศาสตร์ฟื้นฟู

Muse Cell คืออะไร? ต่างจากเซลล์ทั่วไปอย่างไร? รวมข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

รู้จัก Muse Cell เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ พร้อมทำความเข้าใจคุณสมบัติ ความแตกต่างจาก MSC คุณภาพ และข้อควรรู้ด้านความปลอดภัย

อ่านบทความ
Dendritic Cell Therapy and cancer immunotherapy at LINNA Clinic
เวชศาสตร์ฟื้นฟู

Dendritic Cell Therapy ทางเลือกใหม่ของการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด หลักการทำงาน และข้อมูลที่ควรรู้

Dendritic Cell Therapy หรือการบำบัดด้วยเซลล์เดนไดรติก คือภูมิคุ้มกันบำบัดเฉพาะบุคคล ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำและตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งได้จำเพาะมากขึ้น

อ่านบทความ
CAR-T Cell Therapy คืออะไร? ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ เหมาะกับใคร? รวมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนทำ
เวชศาสตร์ฟื้นฟู

CAR-T Cell Therapy คืออะไร? ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ เหมาะกับใคร? รวมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนทำ

CAR-T Cell Therapy นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษารูปแบบเดิม หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ

อ่านบทความ
สอบถามโปรแกรม