เปรียบเทียบ Plasmapheresis VS EBOO Therapy โปรแกรม ฟื้นฟูสุขภาพแบบไหนเหมาะกับคุณ?

ในยุคปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ปริมาณไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และมีสารพิษตกค้างภายในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่เกิดจากพฤติกรมการรับประทานอาหาร ยาและสารเคมี มลภาวะในสิ่งแวดล้อม รวมถึงเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อภายในเลือดเต็มไปด้วยไขมันและของเสียก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการบำบัดในรูปแบบของการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเพื่อลดภาวะข้างเคียงในระยะยาว อย่างการทำ Plasmapheresis และ EBOO/EBO2 Therapy ซึ่งทั้งสองวิธีมีแนวทางการบำบัดและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน Plasmapheresis หรือ EBOO Therapy ควรเลือกทำแบบไหน? ข้อดี-ข้อเสีย ของการฟื้นฟูร่างกายแต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร บทความนี้จาก Linna Clinic (ลินนา คลินิก) พร้อมนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบอย่างครบถ้วน เพื่อช่วยให้ผู้ที่สนใจใช้เป็นข้อมูลเพื่อเลือกแนวทางการบำบัดได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

Table of Contents

Plasmapheresis คืออะไร?

Plasmapheresis คือ กระบวนการทำความสะอาดเลือดด้วยการแยกพลาสมา (Plasma) ออกจากเซลล์เม็ดเลือดโดยใช้เครื่องกรองที่มีความจำเพาะ เพื่อกำจัดหรือลดปริมาณสารที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ไขมันเลว (LDL) ไตรกลีเซอไรด์ สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ หรือโปรตีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบ จากนั้นจึงส่งพลาสมาที่ผ่านการกรอง รวมถึงเซลล์เม็ดเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง (การส่งกลับขึ้นอยู่กับรูปแบบของ Plasmapheresis ที่ใช้) การบำบัดด้วยวิธีนี้จัดเป็นหนึ่งในแนวทางของระบบการบำบัดรักษาโรคเพื่อดูแลสุขภาพอีกแนวนอกจากการใช้ยา และมักนำมาใช้กับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด โรคหลอดเลือด รวมถึงโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ ในทางการแพทย์สามารถแบ่งกระบวนการทำความสะอาดเลือดแบบ Plasmapheresis ออกเป็น 2 แบบหลักๆ ได้แก่ 

1. Plasmapheresis แบบทั่วไป (Therapeutic Plasma Exchange -TPE) เป็นการกรองพลาสมาออกจากเลือดแล้วแทนที่ด้วยของเหลวทดแทน เช่น อัลบูมิน หรือพลาสมาจากผู้บริจาค

2. Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจาก Plasmapheresis โดยใช้ระบบกรอง 2 ชั้น เพื่อแยกพลาสมาออกจากเลือด หลังจากนั้นจึงส่งพลาสมาไปกรองอีกขั้นตอนเพื่อแยกไขมันในเลือด สารพิษ รวมถึงโปรตีนที่ไม่จำเป็นออก แล้วนำพลาสมาที่เหลือ (ซึ่งมีโมเลกุลเล็กกว่า) เติมกลับเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ต้องใช้ของเหลวทดแทน จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสการสูญเสียพลาสมารวมถึงโปรตีนสำคัญได้ดีกว่าแบบแรก

Double Filtration Plasmapheresis คืออะไร? มีกี่แบบ

Double Filtration Plasmapheresis หรือ DFPP เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำความสะอาดเลือด (Plasmapheresis) โดยใช้เทคโนโลยีการกรอง 2 ชั้น (Double Filter System) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแยกและกำจัดสารที่เป็นอันตรายออกจากพลาสมา เช่น ไขมันเลว (LDL) ไตรกลีเซอไรด์ สารก่อภูมิแพ้ รวมถึงโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบเรื้อรัง จากนั้นจึงส่งพลาสมาที่มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่ากลับเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ใช้ของเหลวทดแทนเหมือนการฟอกเลือดแบบทั่วไป การทำ DFPP สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ตามระดับอัตราการไหลของเลือดและพลาสมา (Blood flow and Plasma flow rate) ในขั้นตอนการบำบัด ได้แก่

1. DFPP แบบ Low Flow เป็นการกรองพลาสมาผ่านเส้นเลือดดำโดยไม่จำเป็นต้องเจาะเส้นเลือดแดง จึงสามารถทำได้ในสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันในเลือดและภาวะอักเสบในร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ผู้รับบริการส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์บำบัดมาก่อนให้ความเห็นว่าการบำบัดด้วย EBOO Therapy สร้างประสบการณ์ และผลลัพธ์หลังการบำบัดที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการทำ Double Filtration Plasmapheresis แบบ Low Flow

2. DFPP แบบ High Flow เป็นกระบวนการฟอกพลาสมาที่ใช้อัตราการไหลของเลือดสูง โดยต้องเจาะเข้าหลอดเลือดใหญ่บริเวณลำคอเพื่อเพิ่มแรงดันและประสิทธิภาพในการกรอง เหมาะสำหรับผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงมาก หรือมีภาวะอักเสบรุนแรงและต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน โดยการบำบัดด้วยวิธีนี้ต้องดำเนินการในโรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่มีเครื่องมือและทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น 

โปรแกรม Double Filtration Plasmapheresis เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง ทั้งไขมันเลว (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ หรือมีภาวะดื้อยาลดไขมัน
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดข้น เลือดหนืดผิดปกติ 
  • ผู้ที่เป็นโรคไต หรือผู้ที่เคยปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้มีภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE, รูมาตอยด์

อย่างไรก็ตาม การบำบัดแบบ Double Filtration Plasmapheresis เป็นเพียงแนวทางการบำบัดเพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพและไม่สามารถใช้ทดแทนวิธีการรักษาหลัก รวมถึงอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง หรืออยู่ระหว่างการรักษาเฉพาะทาง เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มขั้นตอนการบำบัด

ข้อดี-ข้อเสีย ของโปรแกรม Double Filtration Plasmapheresis

ข้อดี

  • ใช้ระบบกรอง 2 ขั้นตอน ช่วยคัดแยกเฉพาะสารไม่พึงประสงค์ เช่น ไขมันเลว แอนติบอดีผิดปกติ และสารพิษออกจากพลาสมา โดยยังคงเก็บโปรตีนที่จำเป็นไว้ได้มากกว่าการฟอกเลือดแบบทั่วไป
  • ช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะไขมันเลว (Low-Density Lipoprotein :LDL) และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ หลอดเลือด ความดันสูง รวมถึงไขมันพอกตับ
  • ช่วยลดระดับสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ช่วยให้เลือดสะอาดมากขึ้น
  • ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสติดเชื้อ
  • ไม่ต้องใช้ยา หรือสารเคมีจากภายนอก ลดความเสี่ยงของอาการแพ้หรือผลข้างเคียง

ข้อเสีย

  • เป็นกระบวนการบำบัดที่มีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง และควรทำในสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อม เช่น ในโรงพยาบาล
  • ใช้ระยะเวลาในการบำบัดนาน โดยอาจกินเวลา 1.5-2 ชั่วโมง/ครั้ง จึงอาจไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด 
  • ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
  • ค่าใช้จ่ายสูง เมื่อเทียบกับการบำบัดสุขภาพแบบอื่น
  • อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในบางราย เช่น วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ หรือความดันตกในระหว่างหรือหลังบำบัด

 

EBOO/EBO2 Therapy คืออะไร?

EBOO/EBO2 Therapy หรือ Extracorporeal Blood Oxygenation and Ozonation เป็นกระบวนการกรองเลือดและล้างสารพิษโดยการนำเลือดออกจากร่างกาย ผ่านกระบวนการกรองผ่านไส้กรองจากนั้นเติมออกซิเจนและโอโซนบริสุทธิ์ แล้วนำกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ ผ่านทางเส้นเลือดดำซึ่งเป็นระบบปิด เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และกำจัดของเสีย จุลินทรีย์ และสารพิษตกค้างที่สะสมอยู่ในร่างกาย

หลักการทำงานของ EBOO/EBO2 Therapy

  • นำเลือดออกจากร่างกายโดยใช้เข็มเจาะเส้นเลือดดำใหญ่ที่แขน 2 ข้าง (ข้างหนึ่งเพื่อดูดออก อีกข้างเพื่อส่งกลับ) เลือดจะถูกส่งผ่านทางสายยางไปยังไส้กรองปลอดเชื้อเพื่อกรองเอาของเสียออกจากเลือด 
  • เลือดไหลผ่านอุปกรณ์ที่เติมก๊าซโอโซน (O₃) และออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปในเลือดในปริมาณที่ปลอดภัย โดยโอโซนที่ถูกเติมเข้าไปในเลือดจะแตกตัวออกเป็นออกซิเจนและสารประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโอโซน 
  • เลือดที่ผ่านกระบวนการจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง โดยทุกขั้นตอนถูกควบคุมเป็นระบบปิด จึงปราศจากการปนเปื้อนจากภายนอก

ผลลัพธ์หลังการทำ EBOO/EBO2 Therapy จะช่วยบรรเทาความรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง 

โปรแกรม EBOO/EBO2 Therapy เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีความดันสูง
  • ผู้ที่มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากการเป็น COVID-19 หรือหลังจากได้รับวัคซีน
  • ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย ไม่มีแรงแม้พักผ่อนเพียงพอ
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เช่น SLE หรือรูมาตอยด์
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน 
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียบ่อยครั้ง
  • ผู้ที่มีอาการปวดข้อ ปวดกระดูก หรือภาวะข้อเสื่อม
  • ผู้ที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นหรือฟื้นตัวหลังเจ็บป่วย
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเสริมความสมดุลให้ร่างกายแบบองค์รวม

อย่างไรก็ตาม EBOO/EBO2 Therapy เป็นเพียงแนวทางการบำบัดเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพ และไม่สามารถใช้ทดแทนวิธีการรักษาหลักทางการแพทย์ได้ ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้สามารถวางแผนการบำบัดได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล

ข้อดี-ข้อเสียของโปรแกรม EBOO/EBO2 Therapy

ข้อดี

  • ฟื้นฟูร่างกายเชิงลึกด้วยการเติมออกซิเจนและโอโซนเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ช่วยเพิ่มพลังงานระดับเซลล์ ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และปรับสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย
  • ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างสมดุล เหมาะกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะอักเสบเรื้อรัง หรืออยู่ระหว่างการรักษาโรคเรื้อรังและมะเร็ง
  • ช่วยขจัดสารพิษตกค้าง โลหะหนัก และสารอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมฟื้นฟูระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย
  • ใช้เวลาในการบำบัดประมาณ 45-60 นาที/ครั้ง ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น

ข้อเสีย

  • ต้องทำโดยผู้ที่มีประสบการณ์สูง เครื่องมือที่ใช้ได้มาตรฐาน สามารถควบคุมปริมาณโอโซนที่ต้องใช้เพื่อการบำบัดได้อย่างแม่นยำ เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้เข้ารับบำบัดแต่ละบุคคล
  • การทำ EBOO/EBO2 Therapy ไม่สามารถคัดกรองไขมันออกได้ในปริมาณมากเท่ากับการทำ DFPP 1 ครั้ง จึงอาจไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเฉพาะทางในระดับลึก
  • อาจไม่เหมาะกับผู้มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ผู้เข้ารับบริการควรแจ้งประวัติการรักษาให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
  • ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้โอโซน และไม่แนะนำสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) VS EBOO/EBO2 Therapy ควรเลือกทำแบบไหนดี?

ถึงแม้ว่าทั้ง 2 โปรแกรมเป็นการฟอกเลือดเพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพเช่นเดียวกัน แต่การเลือกทำควรพิจารณาจากปัญหาสุขภาพ และผลลัพธ์ที่คาดหวังหลังเข้ารับการบำบัดของแต่ละบุคคล 

  • Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) อาจเหมาะสมสำหรับผู้ที่มี ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) หรือมีแอนติบอดีในเลือดเกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากการทำ DFPP สามารถคัดกรองเอาสารจำเพาะ ได้แก่ ไขมันเลว ไตรกลีเซอไรด์ สารก่ออักเสบ และโปรตีนส่วนเกินออกจากพลาสมาได้โดยตรง
  • EBOO/EBO2 Therapy อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE หรือรูมาตอยด์ รวมถึงผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย จุดเด่นของการบำบัดด้วย EBOO Therapy ไม่ได้มีเพียงแค่การกรองเอาคราบพลัค สารพิษ หรือของเสียออกจากกระแสเลือดเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมออกซิเจนและโอโซนบริสุทธิ์เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง ช่วยล้างหลอดเลือดให้สะอาดขึ้น เพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์เม็ดเลือดแดง ส่งผลดีต่อการฟื้นฟูพลังงาน และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม อัตราการกรองของเสียต่อครั้งอาจน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำ DFPP แต่ EBOO/EBO2 Therapy มีค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยา และมอบประสบการณ์การบำบัดที่ผ่อนคลายมากกว่า

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ทั้งการบำบัดแบบ DFPP และ EBOO/EBO2 Therapy ควบคู่กัน โดยอ้างอิงจากผลวิเคราะห์เลือด ภาวะสุขภาพ และผลลัพธ์ที่ผู้เข้ารับบริการคาดหวัง ภายใต้แผนการบำบัดเฉพาะบุคคล (Personalized Protocol) เพื่อให้แผนการบำบัดครอบคลุม ตรงจุด และมีความปลอดภัย

สรุป

การบำบัดร่างกายด้วยวิธี Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) และ EBOO Therapy เป็นวิธีการทำความสะอาดเลือดเพื่อฟื้นฟูร่างกายซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผู้เข้ารับบริการจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและแนะนำวิธีการบำบัดที่เหมาะสม สนใจบำบัดร่างกายโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 13 ปีและผ่านเคสบำบัดจริงรวมกว่า 30,000 เคส สามารถนัดจองคิวแพทย์และปรึกษาลินนาคลินิกได้ที่เบอร์ 063-609-8888 หรือทางไลน์ @linnaclinic ค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Lymphatic Drainage กุญแจสำคัญของอายุยืน (Longevity) และภูมิคุ้มกันที่ดี   

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสเกี่ยวกับ “Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่สนใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่รอให้เกิดอาการเจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยรักษา แต่เลือกที่จะดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หนึ่งในระบบสำคัญของร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม นั่นก็คือ ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย มีหน้าที่หลักในการกรองของเสีย สารแปลกปลอม และช่วยรักษาสมดุลของเหลวให้เป็นปกติ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกาย ปัจจุบันมีแนวทางดูแลและกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองที่ได้รับความสนใจมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Lymphatic Drainage หรือการนวดเดรนน้ำเหลือง ทางเลือกเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพจากภายใน ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนและภูมิคุ้มกันร่างกาย หนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ Table of Contents Lymphatic Drainage คืออะไร? ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร ทำไมสาย Longevity ให้ความสนใจ Lymphatic Drainage คือเทคนิคการนวดกระตุ้นการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง เพื่อช่วยให้ของเหลวส่วนเกินที่คั่งค้างอยู่ในเนื้อเยื่อ เช่น ของเสียต่างๆ โปรตีนตกค้าง และเศษเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการกำจัดของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำได้ทั้งในรูปแบบการนวดเดรนน้ำเหลืองด้วยมือ (Manual Lymphatic Drainage: MLD) และการใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางเพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนในร่างกาย เมื่อระบบน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี จะช่วยส่งเสริมการลำเลียงเซลล์ภูมิคุ้มกันรวมถึงสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ส่งผลให้ร่างกายสามารถตรวจจับเชื้อโรคและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อและเจ็บป่วย รวมถึงช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวโดยรวมของร่างกาย

Lymphatic Drainage คืออะไร?ช่วยเรื่องไหนบ้าง และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการดูแลร่างกายจากภายนอก แต่ยังให้ความสำคัญกับระบบภายในที่มีผลต่อความสดชื่น ภูมิคุ้มกัน และการฟื้นตัวของร่างกาย หนึ่งในระบบสำคัญที่จะมองข้ามไปเสียไม่ได้ คือ ระบบน้ำเหลือง ซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียและสิ่งแปลกปลอม ช่วยปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย และสนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ Lymphatic Drainage หรือ การนวดเดรนน้ำเหลือง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางดูแลสุขภาพที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลืองให้ดีขึ้นอย่างอ่อนโยนและปลอดภัย ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าสะสม เสริมการทำงานระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) และปรับสมดุลร่างกายให้รู้สึกเบาสบายมากขึ้น บทความนี้จาก LINNA Clinic รวมทุกข้อมูลที่น่าสนใจ Lymphatic Drainage คืออะไร? ช่วยเรื่องไหนบ้าง และทุกข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการสำหรับคุณ Table of Contents ระบบน้ำเหลือง คืออะไร?สำคัญต่อร่างกายอย่างไร ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) คือหนึ่งในระบบสำคัญของร่างกายที่ทำงานร่วมกับระบบไหลเวียนเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน มีลักษณะการทำงานที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย ภายในระบบน้ำเหลืองประกอบด้วย น้ำเหลือง (Lymph) ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล และไขกระดูก

Vasculogenic MSC นวัตกรรมดูแลหลอดเลือดและระบบไหลเวียนโลหิตด้วยสเต็มเซลล์ เหมาะกับใคร ต้องทำบ่อยแค่ไหน?   

ระบบประสาท (Nervous system) เป็นหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย มีหน้าที่หลักในการควบคุมการทำงานของอวัยวะ และระบบต่างๆ ให้อยู่ในภาวะสมดุลและสามารถทำงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ระบบประสาทอาจได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม การบาดเจ็บของเส้นประสาทจากอุบัติเหตุหรือโรคทางระบบประสาทบางชนิด ซึ่งอาจส่งผลให้การทำงานของร่างกายบกพร่องและคุณภาพชีวิตลดลง ในปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมระบบประสาทให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ด้วยการใช้ Neurogenic MSC เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ที่จำเพาะต่อเซลล์ประสาท ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการฟื้นตัวของระบบประสาท ช่วยลดความรุนแรงของโรค และชะลอความเสื่อมของระบบประสาทในระยะยาว Table of Contents Neurogenic MSC คืออะไร Neurogenic MSC คือ Mesenchymal Stem Cell (MSC) หรือมีเซนไคม์มอลสเต็มเซลล์ที่ถูกกระตุ้นหรือชักนำให้มีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น เซลล์ประสาท (Neuron) ซึ่งเป็นเซลล์หลักของระบบประสาท ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณประสาทผ่านเครือข่ายเส้นประสาทไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมการเคลื่อนไหว การรับรู้ ความคิด การวิเคราะห์ อารมณ์ รวมถึงการทำงานของอวัยวะต่างๆ จากข้อมูลงานวิจัยพบว่า Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ที่ได้จาก Wharton’s jelly

Shopping Cart
Scroll to Top