
หลายคนอาจรู้จัก Stem Cell หรือเซลล์ต้นกำเนิดในฐานะนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจด้านการรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ซึ่ง Stem Cell สามารถได้จากหลายแหล่งกำเนิด และแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ รวมถึงศักยภาพในการนำไปใช้แตกต่างกัน โดยมีหนึ่งใน Stem Cell ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ Embryonic Stem Cell หรือเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน เนื่องจากมีศักยภาพสูง สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่องและพัฒนาไปเป็นเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย จึงถูกนำมาศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างหลากหลาย ผู้ที่สนใจจึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน
Embryonic Stem Cell คืออะไร
Embryonic Stem Cell (ESCs) หรือเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน คือเซลล์ต้นกำเนิดที่เพาะเลี้ยงขึ้นในห้องปฏิบัติการ โดยได้มาจากกลุ่มเซลล์ชั้นในของตัวอ่อน (Inner Cell Mass: ICM) ในระยะเริ่มต้นก่อนการฝังตัว หรือระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งอยู่ในช่วง 5-6 วันหลังการปฏิสนธิ เซลล์กลุ่มนี้ยังไม่ได้พัฒนาไปทำหน้าที่เฉพาะ จึงสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวน พร้อมคงคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดไว้ได้ (Self-renewal) รวมถึงสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกายภายใต้สภาวะที่เหมาะสม (Pluripotent) เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด ตลอดจนเซลล์ของตับ ตับอ่อน และปอด
ต้นกำเนิดของ Embryonic Stem Cell
หลังจากไข่ได้รับการปฏิสนธิ เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง จากเซลล์เพียงเซลล์เดียวกลายเป็นกลุ่มเซลล์หลายเซลล์ ก่อนพัฒนาเข้าสู่ระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งโดยทั่วไปเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5-6 หลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนในระยะนี้มีลักษณะคล้ายถุงที่มีโพรงของเหลวอยู่ภายใน และประกอบด้วยเซลล์สำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่
- Trophectoderm คือเซลล์ชั้นนอกของตัวอ่อน ซึ่งจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อนอกตัวอ่อนและมีบทบาทในการยึดเกาะและฝังตัวกับผนังมดลูก
- Inner Cell Mass (ICM) คือกลุ่มเซลล์ที่อยู่ภายในตัวอ่อน ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
Embryonic Stem Cell มีต้นกำเนิดจากกลุ่มเซลล์ชั้นใน (ICM) โดยนักวิจัยจะแยกกลุ่มเซลล์ดังกล่าวจากตัวอ่อนระยะ Blastocyst แล้วนำมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาวะที่ควบคุมอย่างเหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไป ตัวอ่อนที่นำมาใช้เป็นตัวอ่อนที่เกิดจากกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization: IVF) ซึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้ต่อเพื่อการสืบพันธุ์ และได้รับความยินยอมจากผู้บริจาค รวมถึงมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด
ในระหว่างการเพาะเลี้ยง นักวิจัยจะควบคุมสภาวะให้เซลล์สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงสภาพเป็นเซลล์ต้นกำเนิดและไม่พัฒนาไปเป็นเซลล์เฉพาะทาง จนสามารถจัดตั้งเป็นสายเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน หรือ Embryonic Stem Cell Line เพื่อนำไปใช้ในการศึกษา วิจัย และพัฒนาทางการแพทย์ต่อไป
คุณสมบัติของ Embryonic Stem Cell
Embryonic Stem Cell มีคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ได้รับความสนใจทางการแพทย์ และเวชศาสตร์ฟื้นฟู ดังนี้
- แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่อง (Self-renewal) Embryonic Stem Cell สามารถแบ่งตัวเพื่อสร้างเซลล์ต้นกำเนิดรุ่นใหม่ที่ยังคงคุณสมบัติเดิมได้ในปริมาณมากและมีความต่อเนื่อง รวมถึงไม่พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่เฉพาะในทันทีเมื่อเพาะเลี้ยงภายใต้สภาวะที่เหมาะสม
- พัฒนาไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย (Pluripotency) สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์เฉพาะทางที่มีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อตัวอ่อนทั้ง 3 ชั้น (Ectoderm, Mesoderm และ Endoderm) เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด รวมถึงเซลล์ของตับ ตับอ่อน และปอด ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยทดแทนเซลล์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายและตายไปจากภาวะโรค หรือการบาดเจ็บในร่างกาย
- สามารถควบคุมทิศทางการพัฒนาได้ ด้วยการให้สารอาหาร สัญญาณทางเคมี ร่วมกับการควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง เพื่อชักนำให้ Embryonic Stem Cell พัฒนาไปเป็นเซลล์เป้าหมาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ประสาท หรือเซลล์ตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน
หลักการทำงานของ Embryonic Stem Cell
หลังจากผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยง และกระตุ้นให้ Embryonic Stem Cell พัฒนาเป็นเซลล์เป้าหมายที่ต้องการ รวมถึงผ่านขั้นตอนการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด แพทย์จะนำเซลล์ให้กับผู้เข้ารับบริการในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟูด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การฉีดหรือปลูกถ่ายเข้าไปในเนื้อเยื่อโดยตรง หลังจากนั้น เซลล์อาจเริ่มทำงานผ่านกระบวนการต่อไปนี้
- เซลล์ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในร่างกาย เซลล์ที่ปลูกถ่ายจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในบริเวณเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เซลล์บางส่วนอาจไม่สามารถอยู่รอด และถูกกำจัดออกจากร่างกาย
- เซลล์ยึดเกาะหรือเชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อเดิม เซลล์ที่อยู่รอดบางส่วนอาจยึดเกาะ แทรกตัว หรือเชื่อมต่อกับเซลล์และเนื้อเยื่อบริเวณเป้าหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์และตำแหน่งที่ปลูกถ่าย
- เซลล์เจริญเต็มที่และเริ่มทำหน้าที่เฉพาะ เซลล์ที่อยู่รอดอาจปรับตัวและเจริญเต็มที่ต่อภายในร่างกาย ก่อนเริ่มทำหน้าที่ตามชนิดของเซลล์นั้น โดยอาจช่วยทดแทนเซลล์ที่สูญเสียไป สนับสนุนเซลล์เดิม หรือมีส่วนช่วยฟื้นฟูการทำงานของเนื้อเยื่อบริเวณเป้าหมาย
ตัวอย่างงานวิจัย ซึ่งสามารถพัฒนา Human Embryonic Stem Cells (hESCs) สายพันธุ์ ESI-017 ให้เป็นเซลล์ตั้งต้นรอบหลอดเลือดชนิด PC-M ที่มีคุณสมบัติและการทำงานบางประการคล้าย Pericyte ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่รอบหลอดเลือดและมีส่วนช่วยพยุงรวมถึงรักษาความมั่นคงของหลอดเลือด เมื่อนำ Human Umbilical Vein Endothelial Cells (HUVECs) มาเพาะร่วมกับ PC-M ในอัตราส่วน 20:1 พบว่า PC-M ช่วยให้โครงข่ายคล้ายหลอดเลือดมีลักษณะหนาแน่น เสื่อมสลายน้อยลง และคงอยู่ได้นานถึง 6 วัน ขณะที่โครงข่ายที่เกิดจากการเพาะ HUVECs เพียงอย่างเดียวเริ่มสลายตัวหลังวันที่ 2
ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า PC-M มีคุณสมบัติในการช่วยพยุงและเพิ่มความคงตัวของโครงข่ายเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ (In Vitro) และจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์ทดลองและมนุษย์เพิ่มเติม (Greenwood-Goodwin et al., 2016)
ทั้งนี้ แพทย์จะนัดติดตามผลหลังการทำ เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกายและเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพราะเซลล์ที่พัฒนามาจาก ESCs เป็นเซลล์จากแหล่งภายนอกร่างกาย จึงอาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการต่อต้านหรือปฏิเสธเซลล์ได้ โดยในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เพื่อช่วยลดการต่อต้านและเพิ่มโอกาสให้เซลล์อยู่รอดและทำหน้าที่ภายในร่างกายได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์หลังการปลูกถ่ายอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดและความบริสุทธิ์ของเซลล์ ตำแหน่งและวิธีการปลูกถ่าย ระดับความรุนแรงของภาวะปัญหา รวมถึงการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล
ประโยชน์ของ Embryonic Stem Cell
Embryonic Stem Cell ได้รับความสนใจในวงกว้าง ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้
- มีศักยภาพในการพัฒนาเซลล์เพื่อทดแทนหรือฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ด้วยคุณสมบัติแบบ Pluripotency ของ ESCs ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย ส่งผลให้ในปัจจุบันมีการวิจัยและศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและฟื้นฟูในหลายกลุ่มโรค เช่น โรคระบบประสาท ความผิดปกติของจอประสาทตา โรคเบาหวาน พาร์กินสัน และอาการบาดเจ็บของไขสันหลัง อย่างไรก็ตาม หลายแนวทางยังอยู่ในขั้นของการวิจัยและการทดลองทางคลินิก
- เป็นแหล่งเซลล์สำหรับพัฒนา Cell Therapy ในอนาคต นักวิจัยสามารถเพาะเลี้ยง ESCs เพื่อเพิ่มจำนวนและพัฒนาเป็นเซลล์เฉพาะทางได้หลายชนิด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ตับ เซลล์กระดูก เซลล์ที่สร้างอินซูลิน และเซลล์จอประสาทตา จึงอาจเป็นแหล่งเซลล์สำหรับพัฒนาการรักษาแบบทดแทนเซลล์ในอนาคต ทั้งนี้ ต้องผ่านการพิสูจน์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ทางคลินิกอย่างเพียงพอ
- มีประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ เซลล์เฉพาะทางที่พัฒนามาจาก ESCs สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้หลายด้าน ทั้งการศึกษาสาเหตุและกลไกการเกิดโรคบางชนิด การทดสอบยา ตลอดถึงการประเมินความเป็นพิษและความปลอดภัยของสารต่างๆ ต่อร่างกายมนุษย์
Embryonic Stem Cell แตกต่างจาก Stem Cell จากแหล่งกำเนิดอื่นอย่างไร
Stem Cell แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งด้านแหล่งกำเนิด ความสามารถในการพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ การแบ่งตัวเพิ่มจำนวน และความพร้อมในการนำไปใช้ทางการแพทย์ โดย Embryonic Stem Cell แตกต่างไปจาก Stem Cell จากแหล่งกำเนิดอื่น ดังนี้
- Embryonic Stem Cell เป็นเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ มีคุณสมบัติแบบ Pluripotent ซึ่งสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ต่อเนื่องและพัฒนาเป็นเซลล์เฉพาะทางได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย มีศักยภาพด้านการแพทย์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม การนำเซลล์ชนิดนี้มาใช้จำเป็นต้องควบคุมกระบวนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเซลล์อย่างเข้มงวด
- ES Organ Specific เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเฉพาะทางที่พัฒนามาจาก Human Embryonic Stem Cells (hESCs) คุณภาพสูง ผลิตภายใต้มาตรฐาน cGMP โดยใช้เทคโนโลยี PureStem® ร่วมกับกระบวนการชักนำจำเพาะ (Directed Differentiation) เพื่อให้เซลล์พัฒนาไปเป็น Embryonic Progenitor Cells ในสายที่ต้องการ เช่น สมอง ระบบประสาท ตับ ไต กล้ามเนื้อ ปอด ตับอ่อน ต่อมไทรอยด์ หรือหัวใจ จากนั้นผ่านกระบวนการคัดแยกแบบ Clonal Isolation เพื่อให้ได้กลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด (Homogeneous) พร้อมตรวจสอบคุณลักษณะผ่าน Cell Surface Markers และการวิเคราะห์การแสดงออกของยีน ทำให้ได้กลุ่มเซลล์ที่มีความสม่ำเสมอและมีความบริสุทธิ์สูงถึง 95-100%
- Human Mesenchymal Stromal Cell (MSC) ชนิด Allogeneic เป็นเซลล์จากผู้บริจาคอายุน้อยที่สามารถแยกได้จากไขกระดูก ไขมัน เนื้อเยื่อสายสะดือ รก และเนื้อเยื่อบางชนิด มีจุดเด่น คือเซลล์อายุน้อย มีความใกล้เคียงกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ และช่วยลดความเสี่ยงที่เซลล์จะกลายพันธุ์ ข้อจำกัด คือ MSC พัฒนาเป็นเซลล์ได้จำกัดกว่า Embryonic Stem Cell และคุณภาพของเซลล์ยังขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด อายุของผู้บริจาค และกระบวนการผลิต
- Organ-specific MSC เป็นแนวคิดของการพัฒนา Stem Cell แบบ MSC ให้มีความจำเพาะหรือมุ่งเป้าไปยังอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เช่น กระดูกอ่อน หัวใจ ตับ หรือระบบประสาท เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาและฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม Stem Cell ชนิดนี้ยังคงเป็นความหวังของการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในอนาคตอันใกล้
- Autologous Stem Cell คือเซลล์ต้นกำเนิดที่เก็บจากเลือด ไขกระดูก หรือเนื้อเยื่อไขมันของผู้เข้ารับบริการเอง จึงเข้ากับร่างกายได้ดีและลดความเสี่ยงต่อการปฏิเสธจากภูมิคุ้มกัน แต่คุณภาพเซลล์ขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพ รวมถึงต้องผ่านขั้นตอนการเก็บและเตรียมเซลล์ก่อนใช้งาน
ข้อดีและข้อจำกัดของ Embryonic Stem Cell
ข้อดีของ Embryonic Stem Cell
- มีศักยภาพพัฒนาไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย
- สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ในปริมาณมากและมีความต่อเนื่อง เมื่อทำการเพาะเลี้ยงภายใต้สภาวะที่เหมาะสม
- สามารถควบคุมให้พัฒนาเป็นเซลล์เป้าหมายที่ต้องการ ด้วยการให้สารอาหารและสัญญาณทางเคมี ร่วมกับการควบคุมสภาวะการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาแนวคิดด้านการทำ Cell Therapy และเวชศาสตร์ฟื้นฟู อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้หลายด้านยังอยู่ระหว่างการวิจัยและการทดลองทางคลินิก
ข้อจำกัดของ Embryonic Stem Cell
- กระบวนการพัฒนาและควบคุมคุณภาพมีความซับซ้อน ทั้งการทำให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์เฉพาะทางอย่างเหมาะสม มีความสม่ำเสมอ และบริสุทธิ์ ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและห้องปฏิบัติการมาตรฐานสูง
- ควรเลือกใช้เซลล์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน ผ่านการเพาะเลี้ยงและควบคุมคุณภาพในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนหรือเซลล์ที่ไม่ได้คุณภาพ
- ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล เนื่องจากเซลล์บางส่วนอาจไม่สามารถอยู่รอด ยึดเกาะ หรือทำงานร่วมกับเนื้อเยื่อเดิมได้เหมือนกันในทุกเคส
- การนำ Embryonic Stem Cell มาใช้ทางคลินิกในบางแนวทางยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม จึงต้องมีการติดตามทั้งประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลกระทบในระยะยาว และยังมีข้อถกเถียงด้านจริยธรรม
Embryonic Stem Cell อันตรายหรือไม่
การพิจารณาใช้ Embryonic Stem Cell ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านและเลือกใช้เซลล์จากแหล่งที่มีคุณภาพ โดยความเสี่ยงหรืออันตรายจากการใช้ Embryonic Stem Cell อาจเพิ่มขึ้นหากเซลล์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน หรือควบคุมการพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสของการเกิดเนื้องอกชนิด Teratoma จากเซลล์ที่ยังไม่พัฒนาหลงเหลืออยู่ รวมถึงการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อ
ด้วยเหตุนี้ การนำ Embryonic Stem Cell มาใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาและฟื้นฟูร่างกาย จึงต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการทดสอบในห้องปฏิบัติการ การศึกษาและการทดลองทางคลินิก และการอนุมัติรับรองจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจว่า หลักฐานด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ระยะยาวเกี่ยวกับการใช้ Embryonic Stem Cell ยังมีค่อนข้างจำกัด และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม นอกจากนี้แนวทางดังกล่าวยังไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
สรุป
Embryonic Stem Cell หรือ ESCs คือเซลล์ต้นกำเนิดจากกลุ่มเซลล์ด้านในของตัวอ่อนระยะ Blastocyst มีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย จึงได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการวิจัยและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการรักษาด้วยเซลล์ (Cell Therapy) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังถือเป็นแนวทางที่ค่อนข้างใหม่ และยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ทั้งด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย จริยธรรม รวมถึงข้อกำหนดทางกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ปัจจุบัน LINNA Clinic ยังไม่มีบริการ Stem Cell ที่พัฒนามาจาก Embryonic Stem Cell โดยบริการ Stem Cell ของทางคลินิกเป็นการใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิด Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ซึ่งไม่ได้มีแหล่งที่มาจากตัวอ่อน ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาปรึกษาทีมแพทย์ผู้ชำนาญการของ LINNA Clinic เพื่อประเมินสุขภาพอย่างละเอียด พิจารณาความเหมาะสมของ Stem Cell แต่ละแนวทาง และวางแผนการดูแลเฉพาะรายบุคคล ภายใต้การดูแลของแพทย์ ติดต่อได้ที่ โทร. 063-609-8888, WhatsApp +66 91 979 9554 หรือ LINE: @linnaclinics
Reference
- Greenwood-Goodwin, M., Yang, J., Hassanipour, M., & Larocca, D. (2016). A novel lineage restricted, pericyte-like cell line isolated from human embryonic stem cells. Scientific Reports, 6, Article 24403. https://doi.org/10.1038/srep24403
โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง

MSC Stemcell for Health Rejuvenation 10 Million Cells
สนใจโปรแกรมนี้ หรือต้องการคำแนะนำเฉพาะบุคคล?
ทีม LINNA Clinic พร้อมให้คำแนะนำเพื่อเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณ



