DFPP (Plasmapheresis) คืออะไร ช่วยลดโลหะหนักและสารพิษสะสมในร่างกายได้อย่างไร

ในแต่ละวันร่างกายของเราอาจต้องเผชิญกับโลหะหนักและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน อาหารปนเปื้อน สารเคมีจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างบางชนิดที่พบได้ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว แม้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หากร่างกายได้รับสารเหล่านี้อย่างต่อเนื่องก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายมิติ ตั้งแต่อาการผิดปกติแบบเฉียบพลันไปจนถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงยิ่งกว่าในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อช่วยลดภาระของโลหะหนัก สารพิษสะสม และสารไม่พึงประสงค์บางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด อย่างการทำ Double Filtration Plasmapheresis (DFPP) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งในกลุ่ม Plasmapheresis ที่ใช้กระบวนการกรองพลาสมาแบบสองขั้นตอนที่มีความจำเพาะมากขึ้น อีกหนึ่งทางเลือกเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพจากภายในภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ

Table of Contents

DFPP (Plasmapheresis) คืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไร

DFPP หรือ Double Filtration Plasmapheresis คือเทคนิคการกรองพลาสมาแบบสองขั้นตอน (Double Filter System) โดยทำการกรองแยกพลาสมา (Plasma) ออกจากเซลล์เม็ดเลือดในขั้นตอนแรก จากนั้นจึงส่งพลาสมาผ่านตัวกรองที่มีความจำเพาะอีกชั้นเพื่อช่วยคัดแยกเอาสารที่ไม่พึงประสงค์ออกไปบางส่วน จากนั้นจึงคืนพลาสมาที่สะอาดมากขึ้นกลับเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับเซลล์เม็ดเลือดและโปรตีนสำคัญอื่นๆ โดยสามารถแบ่งขั้นตอนการทำงานของกระบวนการ DFPP ออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  • แยกพลาสมาออกจากเลือด เลือดจะถูกดึงออกจากร่างกายของผู้เข้ารับบริการและส่งต่อไปยังเครื่องกรองระบบปิด โดยเลือดจะไหลผ่านตัวกรองชั้นแรกเพื่อแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด (Plasma Separator)
  • กรองพลาสมาผ่านตัวกรองเฉพาะ พลาสมาจะผ่านตัวกรองชั้นที่ 2 ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดสารไม่พึงประสงค์บางชนิด เช่น คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ โปรตีนโมเลกุลใหญ่ สารก่อการอักเสบ แอนติบอดีผิดปกติ รวมถึงโลหะหนักและสารพิษตกค้างบางชนิด เพื่อให้ได้พลาสมาที่สะอาดขึ้นและมีโมเลกุลเล็กลงกว่าเดิม
  • ส่งพลาสมากลับคืนสู่ร่างกาย พร้อมกับเซลล์เม็ดเลือด โปรตีนจำเป็นอื่นๆ และสารน้ำหรือของเหลวทดแทนตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักใช้ปริมาณน้อยกว่าการกรองเลือดทั่วไป หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำ DFPP ผู้เข้ารับบริการจะต้องนอนพักบนเตียงเพื่อสังเกตอาการประมาณ 30 นาที และสามารถกลับบ้านได้ หากไม่พบอาการผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และประสิทธิภาพหลังทำ DFPP อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพและการตอบสนองของร่างกาย รวมถึงมาตรฐานของเครื่องมือที่แต่ละสถานพยาบาลเลือกใช้ โดยทุกขั้นตอนจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น

DFPP กับ Plasmapheresis แตกต่างกันไหม?

Plasmapheresis คือกระบวนการทำความสะอาดเลือดทางการแพทย์ โดยใช้วิธีการแยกพลาสมา (Plasma) ออกจากเซลล์เม็ดเลือด เพื่อกำจัดพลาสมาที่มีสารไม่พึงประสงค์ เช่น ไขมัน แอนติบอดีผิดปกติ โปรตีนกระตุ้นการอักเสบ รวมถึงโลหะหนักและสารพิษบางชนิด ออกไปบางส่วน จากนั้นจึงนำเซลล์เม็ดเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย พร้อมให้สารน้ำทดแทนตามความเหมาะสม โดย Plasmapheresis ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ

  • DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) เป็นกระบวนการกรองพลาสมาแบบสองขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกจะเป็นการแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด จากนั้นนำพลาสมาผ่านตัวกรองชั้นที่สองเพื่อคัดแยกสารไม่พึงประสงค์บางชนิดออก ก่อนนำเซลล์เม็ดเลือดและพลาสมาส่วนที่ผ่านการกรองแล้วกลับคืนสู่ร่างกาย

จุดเด่นของ DFPP คือสามารถคัดแยกสารไม่พึงประสงค์บางกลุ่มออกจากพลาสมาได้อย่างจำเพาะ พร้อมนำพลาสมาส่วนที่ผ่านการกรองแล้วกลับเข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยลดความจำเป็นในการใช้สารน้ำทดแทนในปริมาณมาก รวมถึงลดการสูญเสียอัลบูมิน โปรตีน และองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีประโยชน์ภายในพลาสมา 

  • TPE (Therapeutic Plasma Exchange) เป็นกระบวนการเปลี่ยนพลาสมาซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อการรักษา โดยแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือดและนำพลาสมาทั้งหมดออกจากระบบ จากนั้นจึงทดแทนด้วยสารน้ำทางการแพทย์ เช่น อัลบูมิน (Albumin) หรือพลาสมาสดแช่แข็งจากผู้บริจาค (Fresh Frozen Plasma: FFP) พร้อมกับการส่งเซลล์เม็ดเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย

กระบวนการนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือมีภาวะของโรคบางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องลดสารก่อโรคที่หมุนเวียนอยู่ในพลาสมาอย่างรวดเร็ว เช่น แอนติบอดีที่ผิดปกติ โปรตีนผิดปกติ สารก่อการอักเสบ และสารพิษบางชนิด จึงมักดำเนินการในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีความพร้อม ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

ทั้งนี้ การพิจารณาใช้วิธีใดควรขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ สภาพร่างกาย และการประเมินความเหมาะสมโดยแพทย์เป็นรายบุคคล

DFPP (Plasmapheresis) ช่วยลดสารกลุ่มใดได้บ้าง

  • ไขมันในเลือดบางชนิด เช่น LDL คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไลโปโปรตีนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรืออยู่ภายใต้ข้อบ่งชี้และการพิจารณาของแพทย์
  • สารก่อการอักเสบบางชนิด เช่น ไซโตไคน์ และโปรตีนระยะเฉียบพลัน (Acute Phase Protein: APP)
  • แอนติบอดีหรือสารภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ เช่น Autoantibodies, Immunoglobulins และ Immune complexes ที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือโรคที่มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันผิดปกติ
  • โลหะหนักและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมบางชนิด เช่น อะลูมิเนียม (Aluminium), สารหนู (Arsenic), ปรอท (Mercury), ตะกั่ว (Lead), แคดเมียม (Cadmium) และ โครเมียม (Chromium) รวมถึงสารอินทรีย์ตกค้างจากสิ่งแวดล้อม สารกำจัดศัตรูพืช สารเคมี และสารระเหยอินทรีย์บางชนิด

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการลดลงของสารแต่ละชนิดอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล ชนิดและระดับของสารตกค้าง รวมถึงคุณสมบัติของสารชนิดนั้นๆ ผู้ที่สนใจจึงควรเข้ารับประเมินร่างกาย และวางแผนการดูแลภายใต้คำแนะนำของแพทย์เป็นรายบุคคล

ผลเสียของโลหะหนัก สารพิษสะสมในร่างกายคืออะไรบ้าง มีอาการอย่างไร

ผลกระทบของโลหะหนักและสารพิษสะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของสารและปริมาณที่ได้รับ ระยะเวลาที่สัมผัส อายุ สุขภาพพื้นฐาน และความสามารถในการกำจัดสารเหล่านั้นของร่างกาย โดยอาการที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ตั้งแต่อาการแบบทั่วไปที่ไม่จำเพาะ ไปจนถึงความผิดปกติของระบบต่างๆ ดังนี้

  • อาการทั่วไปที่ไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ในบางรายอาจมีผื่นคัน ผิวหมองคล้ำ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกไม่มีสมาธิ
  • อาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมอง เช่น ชาปลายมือปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม มือสั่น ความจำลดลง อารมณ์แปรปรวน หรือการทรงตัวผิดปกติ
  • ผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญในร่างกาย เช่น ไต ตับ ระบบเลือด ระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบสืบพันธุ์
  • ความเสี่ยงด้านสุขภาพระยะยาว เช่น ภาวะไตเสื่อม ภาวะโลหิตจาง กระดูกบาง หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลหะหนักหรือสารพิษสะสมในร่างกายไม่สามารถยืนยันได้จากการวินิจฉัยอาการเบื้องต้นแค่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นในระยะเริ่มแรกอาจไม่ชัดเจนและไม่จำเพาะ หากสงสัยว่ามีความเสี่ยงจากการสัมผัสโลหะหนักหรือสารพิษสะสม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพิจารณาการตรวจทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและวางแผนการดูแลด้วยวิธีที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

DFPP (Plasmapheresis) ช่วยลดโลหะหนักและสารพิษสะสมได้อย่างไร

DFPP อาจช่วยลดโลหะหนักและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมบางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือดได้ ผ่านหลักการกรองพลาสมาแบบ 2 ขั้นตอน โดยตัวกรองชั้นแรกจะทำหน้าที่แยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จากนั้นจึงส่งพลาสมาไปยังตัวกรองชั้นที่ 2 เพื่อคัดกรองเอาสารไม่พึงประสงค์ออกบางส่วน เช่น ไขมันบางชนิด แอนติบอดีที่ผิดปกติ สารกระตุ้นการอักเสบ รวมถึงโลหะหนัก สารพิษ และของเสียที่ตกค้างในร่างกาย จนได้พลาสมาที่มีความสะอาดมากขึ้นและมีขนาดโมเลกุลที่เล็กลง ก่อนส่งกลับเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับเซลล์เม็ดเลือด และโปรตีนจำเป็นอื่นๆ ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของ DFPP ต่อสารแต่ละชนิดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสารนั้นๆ เช่น การจับกับโปรตีนและไขมันในพลาสมา การละลายในไขมัน ขนาดโมเลกุล และการกระจายตัวในเนื้อเยื่อ โดยสารที่จับกับองค์ประกอบในพลาสมาอาจมีแนวโน้มในการลดระดับได้ดีกว่าสารที่กระจายตัวในเนื้อเยื่อหรือภายในเซลล์

อ้างอิงจากงานวิจัยปี 2025 ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Apheresis ซึ่งศึกษา DFPP ในผู้ป่วย Hyperlipoproteinemia(a) โดยใช้ระบบ Inuspheresis และทำ DFPP จำนวน 2 ครั้ง โดยใช้ไส้กรองที่มีขนาดรูพรุนแตกต่างกัน พบว่า หลังจากที่ทำ DFPP ระดับไขมันในเลือดบางชนิด เช่น Total cholesterol, LDL-C, Triglycerides และ Lp(a) รวมถึงโลหะหนักและสารพิษบางกลุ่มที่ตรวจพบในพลาสมา เช่น อะลูมิเนียม (Aluminium) สารหนู (Arsenic) ปรอท (Mercury) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่สารอินทรีย์ตกค้างบางชนิด เช่น HCB, PCB 138 และ p,p’-DDE มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน

ในทางกลับกัน สารบางชนิดที่กระจายตัวในร่างกายสูงและจับกับโปรตีนในเลือดต่ำ เช่น โทลูอีน (Toluene), Methyl isobutyl ketone (MIBK) และ แบเรียม (Barium) พบว่ามีค่า Rebound หรือ Redistribution ratio สูง ซึ่งสะท้อนว่าสารเหล่านี้อาจเคลื่อนกลับจากส่วนอื่นของร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดหลังการทำ DFPP ได้มากกว่า ส่งผลให้ระดับสารในเลือดลดลงได้ไม่ชัดเจนหรือไม่คงที่เท่าสารกลุ่มอื่น และต้องอาศัยการทำซ้ำหลายรอบเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective case series) ในกลุ่มผู้ป่วยจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและการติดตามผลในระยะยาว (Castillo-Aleman et al., 2025)

อาจกล่าวได้ว่า DFPP มีส่วนช่วยลดระดับโลหะหนักและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมบางชนิดที่อยู่ในกระแสเลือด เช่น อะลูมิเนียม สารหนู ปรอท โทลูอีน MIBK แบเรียม รวมถึงสารอินทรีย์ตกค้างบางประเภท ทั้งนี้ ประสิทธิภาพในการลดสารแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสารนั้นๆ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะเป็นผู้ประเมินและออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Solution) อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจว่าการทำ DFPP เป็นเพียงแนวทางเสริมเพื่อช่วยลดสารไม่พึงประสงค์บางกลุ่มในกระแสเลือด และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

หลังทำ DFPP โลหะหนักและสารพิษต่างๆ สามารถกลับมาเพิ่มขึ้นได้ไหม?

โลหะหนักและสารพิษต่างๆ ภายในเลือดอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้หลังจากการทำ DFPP ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการทำ DFPP ในครั้งนั้นไม่ได้ผลเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่น เช่น

  • การเคลื่อนย้ายของสารจากเนื้อเยื่อกลับเข้าสู่กระแสเลือด (Redistribution) สารพิษหรือโลหะหนักบางชนิดอาจไม่ได้สะสมอยู่เฉพาะในเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ยังพบอยู่ในเนื้อเยื่อ ไขมัน หรือภายในเซลล์ เมื่อ DFPP ช่วยลดระดับสารบางส่วนที่อยู่ในพลาสมา สารที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่ออาจค่อยๆ เคลื่อนกลับเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อปรับสมดุลใหม่ ส่งผลให้ระดับของสารนั้นๆ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นหลังทำ DFPP
    อ้างอิงจากงานวิจัยของ Castillo-Aleman และคณะ ซึ่งได้อธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นอีกครั้ง (Rebound) และการเคลื่อนย้ายเข้าสู่กระแสเลือด (Redistribution) ของสารบางกลุ่ม เนื่องจากสารแต่ละชนิดอาจมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะสารที่จับกับองค์ประกอบในพลาสมาต่ำและสามารถกระจายตัวในเนื้อเยื่อได้มาก ซึ่งในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มจำนวนครั้งในการทำ DFPP หรือวางแผนการดูแลร่วมกับกระบวนการอื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น
  • การได้รับสารพิษใหม่จากสิ่งแวดล้อม แม้ระดับสารบางชนิดจะลดลงหลังทำ DFPP แต่หากผู้เข้ารับบริการยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม เช่น อยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง ต้องสูดดมควัน ฝุ่น และสารพิษเป็นประจำ รับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อน หรือสัมผัสสารเคมีจากการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน ก็อาจเป็นสาเหตุให้ระดับของสารนั้นๆ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้

ดังนั้น ผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจว่า การทำ DFPP ไม่สามารถขจัดสารพิษและโลหะหนัก ออกจากร่างกายได้อย่างหมดจดถาวร แต่เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดสารไม่พึงประสงค์ในร่างกายให้ลดน้อยลง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ผู้เข้ารับบริการควรทำ DFPP ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ ร่วมกับการลดการสัมผัสสารพิษ การเลือกอาหารที่ปลอดภัย การดูแลตับและไต การนอนหลับให้เพียงพอ และการติดตามผลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

DFPP (Plasmapheresis) เหมาะกับใคร

DFPP เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพจากภายใน และได้รับการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีความกังวลเรื่องโลหะหนักหรือสารพิษสะสมในร่างกาย
  • ผู้ที่มีประวัติสัมผัสมลพิษ สารเคมี หรือสารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิก (Metabolic syndrome) เช่น มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วนลงพุง
  • ผู้ที่มีภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือมีความเสี่ยงเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันร่างกาย
  • ผู้ที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ฟื้นตัวช้า หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่น แม้พักผ่อนเพียงพอ
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบเฉพาะบุคคลร่วมกับแพทย์

ทั้งนี้ DFPP อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรืออยู่ในช่วงที่ต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยาหรือสารละลายที่ต้องใช้ร่วมกับการกรองเลือด ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

DFPP (Plasmapheresis) ควรทำกี่ครั้ง

โดยทั่วไป แพทย์อาจแนะนำให้ทำ DFPP ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อลดระดับสารไม่พึงประสงค์ สารพิษ และโลหะหนักบางชนิดที่อยู่ในพลาสมา ทั้งนี้จำนวนครั้งที่ต้องทำ DFPP อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดและระดับของสารที่ตรวจพบ สุขภาพพื้นฐาน โรคประจำตัว และการตอบสนองของร่างกายหลังการทำแต่ละครั้ง

DFPP (Plasmapheresis) อันตรายไหม

โดยทั่วไป DFPP เป็นหัตถการที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย หากดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ใช้เครื่องมือและตัวกรองคุณภาพสูง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับบริการอาจพบอาการข้างเคียงได้แบบชั่วคราว เช่น รู้สึกเย็นหรือไม่สบายตัวระหว่างทำ ซึ่งสามารถแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลทราบเพื่อปรับแผนการฟื้นฟูให้เหมาะสม อาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงชั่วคราว รวมถึงรอยช้ำหรือระคายเคืองบริเวณรอยเข็มหลังทำเสร็จ ซึ่งเป็นอาการที่ถือว่าไม่รุนแรง และมักดีขึ้นได้เองภายใน 1-3 วัน

ดูแลสุขภาพจากภายใน ลดโลหะหนัก สารพิษสะสม และของเสียตกค้างในร่างกาย ด้วยโปรแกรม DFPP (Plasmapheresis) ที่ LINNA Clinic

โปรแกรม DFPP (Plasmapheresis) ที่ LINNA Clinic ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลสุขภาพจากภายใน โดยมุ่งเน้นการช่วยลดภาระของโลหะหนัก สารพิษสะสม สารก่อการอักเสบ และของเสียบางชนิดที่ตกค้างในร่างกาย พร้อมช่วยสนับสนุนระบบไหลเวียนเลือด ช่วยลดภาวะอักเสบเรื้อรัง และส่งเสริมสมดุลร่างกายแบบองค์รวม ภายใต้การประเมินและวางแผนดูแลทุกขั้นตอนโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ

จุดเด่นของโปรแกรม DFPP (Plasmapheresis) ที่ LINNA Clinic

  • ใช้เครื่อง DFPP เทคโนโลยีทางการแพทย์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งออกแบบมาสำหรับกระบวนการกรองพลาสมา เพื่อช่วยทำความสะอาดและลดภาระสะสมในพลาสมาได้อย่างเป็นระบบ และมีคุณภาพสูงในการกำจัดของเสียออกจากพลาสมา โดยไม่เสียพลาสมาที่ดีออกไป
  • ไส้กรองแบบพรีเมียม ขนาด 1.0 m² มีพื้นที่ผิวของเยื่อกรองมากกว่าไส้กรองแบบทั่วไป (โดยส่วนใหญ่มีขนาด 0.5-0.6 m²) และรองรับอัตราการไหลของเลือดได้สูงสุด 390 มิลลิลิตรต่อนาที จึงสามารถรองรับการไหลเวียนและกรองแยกสารไม่พึงประสงค์ออกจากพลาสมาได้มากกว่าภายในระยะเวลาเท่าเดิม
  • ใช้เยื่อกรอง Polyethersulfone (PES) ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในระบบกรองทางการแพทย์ เนื่องจากมีความแข็งแรง ทนทาน และเข้ากันได้ดีกับเลือด ข้อมูลจากงานวิจัยด้านการฟอกเลือดพบว่าเยื่อกรองชนิดนี้สามารถช่วยกำจัดสารโมเลกุลขนาดกลางและขนาดได้ดี ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการคัดแยกขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเยื่อกรอง ขนาดรูพรุน และคุณสมบัติของสารแต่ละชนิด
  • มีไส้กรองหลายขนาด แพทย์สามารถเลือกใช้ไส้กรองได้สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการดูแล และสภาวะร่างกายของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย
  • ดำเนินการในรูปแบบเจาะแทงเส้นหลอดเลือดดำส่วนปลาย (Peripheral Vein) ที่บริเวณแขนหรือข้อพับ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนและไม่น่ากังวล เหมาะสำหรับการดูแลสุขภาพและฟื้นฟูร่างกายแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ

ที่ LINNA Clinic เราพร้อมดูแลโดยแพทย์และทีมผู้ดูแลที่มีประสบการณ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินสุขภาพ การวางแผนเฉพาะรายบุคคล และการดูแลระหว่างทำหัตถการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โปรแกรม DFPP (Plasmapheresis) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพจากภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานการแพทย์

สรุป

DFPP หรือ Double Filtration Plasmapheresis เป็นกระบวนการกรองพลาสมาแบบสองขั้นตอน ที่มีส่วนช่วยลดสารไม่พึงประสงค์บางชนิดที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด เช่น ไขมันในเลือดบางชนิด สารก่อการอักเสบ แอนติบอดีที่ผิดปกติ รวมถึงโลหะหนักและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมบางประเภท โดยเฉพาะสารที่อยู่ในพลาสมา หรือมีการจับกับโปรตีนในเลือด อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของ DFPP อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่สะสม ระดับของสารในร่างกาย การกระจายตัวของสารในเนื้อเยื่อ สุขภาพพื้นฐาน และการตอบสนองของร่างกายหลังทำ จึงควรประเมินร่างกาย ตรวจเลือด และวางแผนการดูแลอย่างละเอียดโดยแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

สำหรับผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพจากภายใน ลดภาระสะสมจากโลหะหนัก สารพิษบางกลุ่ม ไขมันในเลือด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ สามารถเข้ารับการประเมินสุขภาพและวางแผนโปรแกรม DFPP ที่ LINNA Clinic ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับคำปรึกษาได้ที่เบอร์ 063-609-8888, WhatsApp +66 91-979-9554 หรือ LINE: @linnaclinic

References

  • Castillo-Aleman, Y. M., Villegas-Valverde, C. A., Al-Karam, M., Lumame, S., Rose-Roque, J. M., Bawadi, E., El-Mouzain, D., Benedetti, S., Ventura-Carmenate, Y., Al-Kaabi, F. M., Bencomo-Hernandez, A. A., Sach, A., Andel, D., Kok, Y. P., Handgretinger, R., & Bornstein, S. R. (2025). Double filtration plasmapheresis for environmental toxin removal: A case series of patients with hyperlipoproteinemia(a). Journal of Clinical Apheresis, 40(5), e70060. https://doi.org/10.1002/jca.70060

บทความที่เกี่ยวข้อง

Dendritic Cell Therapy ทางเลือกใหม่ของการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด หลักการทำงาน และข้อมูลที่ควรรู้

Dendritic Cell Therapy หรือการบำบัดด้วยเซลล์เดนไดรติก เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) แบบเฉพาะบุคคล ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นทางเลือกเสริมในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด โดยอาศัยหลักการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถจดจำและตอบสนองต่อเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากขึ้น แนวทางการรักษานี้ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายเนื่องจากสามารถใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งแบบมาตรฐานเพื่อช่วยควบคุมโรค รวมถึงอาจช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำในผู้ป่วยบางราย  อย่างไรก็ตาม Dendritic Cell Therapy เป็นกระบวนการรักษามะเร็งที่มีความซับซ้อน และในบางกรณียังคงอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยหรือการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจเข้ารับการรักษา รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง จึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ บทความนี้จาก LINNA Clinic จะพาไปทำความรู้จักกระบวนการดังกล่าวให้มากขึ้น

ลดสัดส่วน หุ่นดี ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยโปรแกรม LINNA Body Sculpting by iCOONE® + CoolSwissPrime Plus

เมื่อพูดถึงการลดสัดส่วน ปรับรูปร่างให้เข้าที่ และมีผิวที่กระชับเรียบเนียนอย่างที่ใจฝัน หลายคนอาจนึกถึงการผ่าตัดเพื่อดูดไขมัน (Liposuction) เป็นอันดับแรกๆ เพราะสามารถจัดการกับไขมันสะสมได้อย่างตรงจุด สร้างผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาที่ต้องใช้ ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของผลข้างเคียงบางประการ เช่น รอยแผลเป็น ผิวไม่เรียบเนียน หรือปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังไขมันลดลง อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าขององค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้มีทางเลือกเพื่อการดูแลรูปร่าง ลดไขมันเฉพาะจุด และช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดสัดส่วนให้ดูเข้ารูป ปรับผิวให้ดูกระชับ เรียบเนียน และลดปัญหาผิวเปลือกส้มไปพร้อมกัน อย่างโปรแกรม

Shopping Cart
Scroll to Top