CAR-T Cell Therapy คืออะไร? ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ เหมาะกับใคร? รวมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนทำ

การรักษามะเร็งในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือการฉายรังสีเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมาช่วยจัดการกับเซลล์มะเร็ง หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในวงการแพทย์ คือ CAR-T Cell Therapy ซึ่งเป็นการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T-cell ของผู้ป่วยมาดัดแปลงทางพันธุวิศวกรรม เพื่อช่วยให้เซลล์สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษารูปแบบเดิม หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม แม้ CAR-T Cell Therapy จะเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง แต่ก็เป็นกระบวนการรักษาที่ซับซ้อน มีข้อจำกัด และอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ผู้ป่วยจึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ CAR-T Cell Therapy คืออะไร? ช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ มีข้อดีและข้อควรระวังอะไรที่ควรทราบ บทความนี้จาก LINNA Clinic มีคำตอบ

Table of Contents

CAR-T Cell Therapy คืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไร

โดยปกติ T-cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย มีหน้าที่ตรวจจับและกำจัดเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ รวมถึงเซลล์มะเร็ง โดยอาศัยการจดจำแอนติเจน (Antigen) ที่อยู่บนผิวเซลล์ อย่างไรก็ตาม เซลล์มะเร็งบางชนิดสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบภูมิคุ้มกัน โดยทำให้ T-cell มองเห็นเซลล์มะเร็งได้ยาก และไม่สามารถกระตุ้นการตอบสนองเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ CAR-T Cell Therapy หรือ Chimeric Antigen Receptor T-cell Therapy จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขข้อจำกัดนี้ ด้วยการนำ T-cell จากร่างกายของผู้ป่วยหรือจากผู้บริจาคที่มีความเหมาะสมไปดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มีตัวรับชนิดพิเศษที่เรียกว่า CAR (Chimeric Antigen Receptor) ซึ่งช่วยให้ T-cell สามารถจดจำและจับกับแอนติเจนเป้าหมายบนผิวเซลล์มะเร็งได้แม่นยำมากขึ้น หลังจากนั้น CAR-T Cell จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อกระบวนการรักษา ก่อนส่งกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยผ่านทางหลอดเลือดดำ

หลังจากที่ CAR-T Cell เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ใหม่เหล่านี้จะใช้ตัวรับชนิดพิเศษเพื่อตามหาและจับกับแอนติเจนจำเพาะที่อยู่บนผิวของเซลล์มะเร็ง เช่น CD19 ที่พบในมะเร็งกลุ่ม B-cell บางชนิด หรือ BCMA ที่พบในโรคมัลติเพิลมัยอีโลมา (Multiple Myeloma) จากนั้นจึงปล่อยสารสำคัญอย่าง Perforin และ Granzyme เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ในขณะเดียวกัน CAR-T Cell จะหลั่งไซโตไคน์ (Cytokines) เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในร่างกายได้ระยะหนึ่ง จึงมีส่วนช่วยควบคุมโรคและช่วยให้ผลการรักษาอยู่ได้นานขึ้นในผู้ป่วยบางราย

CAR-T Cell Therapy ช่วยรักษามะเร็งได้จริงไหม?

CAR-T Cell Therapy เป็นแนวทางที่สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งบางชนิดได้จริง โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ แม้การรักษานี้จะไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้ในทุกกรณี แต่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยบางรายสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ดี โรคเข้าสู่ภาวะสงบ และมีการตอบสนองต่อการรักษาได้นานหลายปี

อ้างอิงจากการติดตามผลระยะยาวของการศึกษา ZUMA-1 ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Large B-cell Lymphoma ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา พบว่า Axicabtagene Ciloleucel หรือ Axi-cel ช่วยให้ผู้ป่วยมีอัตราการตอบสนองโดยรวม 83% และมีอัตราการตอบสนองสมบูรณ์ 58% โดยยังมีผู้ป่วยบางส่วนที่ตอบสนองต่อการรักษาต่อเนื่องในระยะยาว (Neelapu et al., 2023) ซึ่งสะท้อนว่า CAR-T Cell Therapy อาจมีศักยภาพในการควบคุมโรคได้ยาวนานในผู้ป่วยบางราย

ข้อมูลจากการศึกษา ELIANA ที่ติดตามผลระยะยาวประมาณ 3 ปี ในกลุ่มผู้ป่วยเด็กและวัยหนุ่มสาวที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด B-cell Acute Lymphoblastic Leukemia (B-ALL) ซึ่งกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา พบว่า Tisagenlecleucel ช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ภาวะที่โรคสงบได้ และผู้ป่วยบางรายยังคงมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ต่อเนื่องหลายปี (Laetsch et al., 2023)

ในขณะที่งานทบทวนข้อมูลระยะยาวเกี่ยวกับ CAR-T Cell Therapy ระบุว่า CAR-T Cell ที่มุ่งเป้าแอนติเจน CD19 อาจช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งกลุ่ม B-cell บางรายเข้าสู่ภาวะโรคสงบได้ในระยะยาว และมีศักยภาพในการนำไปสู่การหายขาดในผู้ป่วยบางกลุ่ม ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ส่วน CAR-T Cell ที่มุ่งเป้า BCMA ในผู้ป่วย Multiple Myeloma แม้ให้ผลตอบสนองดี แต่ระยะเวลาการสงบของโรคมักสั้นกว่าเมื่อเทียบกับ CD19 CAR-T ในมะเร็งกลุ่ม B-cell (Cappell & Kochenderfer, 2023)

จึงอาจกล่าวได้ว่า CAR-T Cell Therapy เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษามะเร็งบางชนิด ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยควบคุมความรุนแรงของโรค และทำให้ผู้ป่วยบางรายมีระยะปลอดโรคยาวนานขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์หลังทำอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค ปริมาณเซลล์มะเร็งในร่างกาย สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังทำ

CAR-T Cell Therapy รักษาโรคมะเร็งชนิดไหนได้บ้าง

ปัจจุบัน CAR-T Cell Therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โดยมักพิจารณาใช้ในกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานหรือกลับมาเป็นซ้ำ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วย

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิด B-cell (B-cell Acute Lymphoblastic Leukemia: B-cell ALL)
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด B-cell ขนาดใหญ่แบบแพร่กระจาย (Diffuse Large B-cell Lymphoma: DLBCL)
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดแมนเทิลเซลล์ (Mantle Cell Lymphoma: MCL)
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิคูลาร์ (Follicular Lymphoma: FL)
  • โรคมัลติเพิลมัยอีโลมา (Multiple Myeloma: MM)

ทั้งนี้ การพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับ CAR-T Cell Therapy หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค การรักษาที่เคยได้รับก่อนหน้า และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเฉพาะรายบุคคล

CAR-T Cell Therapy ต่างจากการรักษามะเร็งแบบเดิมอย่างไร

สามารถสรุปความแตกต่างระหว่าง CAR-T Cell Therapy และการรักษามะเร็งแบบเดิม ดังนี้

  • รูปแบบการรักษา CAR-T Cell Therapy เป็นการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด ด้วยการใช้ T-cell ของผู้ป่วยมาดัดแปลงให้มีตัวรับชนิดพิเศษที่สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง ในขณะที่การรักษามาตรฐานมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น การผ่าตัดเพื่อนำก้อนมะเร็งออก การฉายรังสีเพื่อทำลายหรือยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง การใช้เคมีบำบัดเพื่อออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ในผู้ป่วยที่มีเป้าหมายของยาตรงกับชนิดของโรค
  • กลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสม CAR-T Cell Therapy มักพิจารณาใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือมีโรคกลับมาเป็นซ้ำ ในขณะที่การรักษามาตรฐานสามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิด ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย
  • ความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง CAR-T Cell Therapy ถูกออกแบบให้จดจำแอนติเจนเป้าหมายบนผิวเซลล์มะเร็ง จึงมีความจำเพาะต่อเซลล์เป้าหมายมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ไม่เกี่ยวข้อง ในขณะที่เคมีบำบัดออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว จึงอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์รากผม และเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร ส่วนการฉายรังสีอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งที่รักษา และการรักษามะเร็งด้วยยามุ่งเป้าที่แม้จะมีความจำเพาะมากขึ้น แต่ใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีเป้าหมายของยาตรงกับชนิดของโรคเท่านั้น

CAR-T Cell Therapy เหมาะกับใคร

  • ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ
  • ผู้ป่วยที่มีสุขภาพโดยรวมและการทำงานของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ และไต เหมาะสมต่อการรักษา
  • ผู้ที่สามารถเข้ารับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดหลังการรักษา

ทั้งนี้ การพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะกับการทำ CAR-T Cell Therapy หรือไม่ จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางเป็นรายบุคคล

ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับ CAR-T Cell Therapy

แม้ว่า CAR-T Cell Therapy จะถูกออกแบบมาเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิด แต่อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ หรือมีโรคร่วมบางอย่าง ดังนี้

    • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงที่ยังควบคุมไม่ได้
    • ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจ ปอด ตับ หรือไต ผิดปกติรุนแรง
    • ผู้ที่มีภาวะทางระบบประสาทบางชนิดที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
    • ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอมากหรืออาการของโรคทรุดลงอย่างรวดเร็ว
    • ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิดที่ยังไม่มีข้อบ่งใช้ในการทำ CAR-T Cell Therapy เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งตับอ่อน ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม
    • ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งชนิดอื่นร่วมอยู่ในร่างกาย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรักษา และความปลอดภัยของผู้ป่วย

ขั้นตอนการทำ CAR-T Cell Therapy

CAR-T Cell Therapy เป็นกระบวนการรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  • การประเมินร่างกายก่อนรักษา แพทย์จะประเมินชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค ประวัติการรักษา และความพร้อมของร่างกาย เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
  • การเก็บ T-cell จากเลือดของผู้ป่วย โดยแพทย์จะเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ และกรองแยกเม็ดเลือด (Leukapheresis) เพื่อแยกเอาเฉพาะ T-cell และนำส่งเลือดส่วนที่เหลือกลับเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย
  • การดัดแปลงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ T-cell จะถูกดัดแปลงให้มีตัวรับ CAR เพื่อช่วยให้เซลล์สามารถจดจำและจับกับเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างจำเพาะมากขึ้น
  • การเพาะเพิ่มจำนวน CAR-T Cell หลังจากดัดแปลงเซลล์เรียบร้อยแล้ว CAR-T Cell จะถูกเพาะเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อการรักษา โดยขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ระหว่างนั้นแพทย์อาจให้การรักษาเสริม เพื่อช่วยควบคุมโรคระหว่างรอเซลล์
  • การเตรียมร่างกายก่อนให้ CAR-T Cell ผู้ป่วยมักได้รับเคมีบำบัดขนาดต่ำก่อนรับ CAR-T Cell เพื่อช่วยลดจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันบางส่วน และเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับการรับเซลล์ใหม่
  • การให้ CAR-T Cell เข้าสู่ร่างกาย แพทย์จะให้ CAR-T Cell กลับเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดเลือดดำ โดยจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที หรือนานกว่านั้นในบางกรณี
  • การติดตามอาการหลังการรักษา หลังจากได้รับ CAR-T Cell ผู้ป่วยจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหรือศูนย์รักษาประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกายและเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่แพทย์จึงจะพิจารณาให้กลับบ้านได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องพักอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือศูนย์รักษาต่ออีกระยะตามดุลยพินิจของแพทย์

ข้อดีของ CAR-T Cell Therapy

  • เป็นการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Immunotherapy) จึงสามารถออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเซลล์ปกติที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งโดยตรง และมีการออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิเสธของร่างกาย
  • ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดบางชนิด โดยเฉพาะในเคสที่การรักษาแบบมาตรฐานไม่ได้ผล หรือโรคกลับมาเป็นซ้ำ
  • CAR-T Cell สามารถเพิ่มจำนวนและทำงานในร่างกายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง จึงมีส่วนช่วยให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบ และทำให้ผู้ป่วยบางรายมีระยะปลอดโรคยาวนานขึ้น

ข้อจำกัดของ CAR-T Cell Therapy

  • CAR-T Cell Therapy ใช้ได้กับมะเร็งบางชนิดเท่านั้น โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดที่มีแอนติเจนเป้าหมายชัดเจนบนผิวของเซลล์มะเร็ง
  • ไม่ใช่การรักษาขั้นแรกในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยแพทย์มักพิจารณาใช้ CAR-T Cell Therapy ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือมีโรคกลับมาเป็นซ้ำ
  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการจัดเตรียมเซลล์เฉพาะบุคคล
  • เป็นกระบวนการรักษาที่ต้องใช้เวลา โดยอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2-4 เดือน หรืออาจนานกว่านั้นในบางกรณี จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และมีความพร้อมด้านเวลา
  • ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหลังการรักษา ผู้ป่วยต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจต้องพักอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลจนครบระยะเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถกลับมารับการดูแลได้ทันทีหากมีอาการผิดปกติ และเข้าพบแพทย์ตามกำหนดนัดอย่างต่อเนื่อง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ CAR-T Cell Therapy

แม้ CAR-T Cell Therapy จะเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิด แต่ก็มีประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้

  • ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของโรค ระยะของโรค สุขภาพโดยรวม การรักษาที่เคยได้รับมาก่อน และการตอบสนองของร่างกายต่อ CAR-T Cell Therapy
  • ในระหว่างรอ CAR-T Cell ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการรักษาเสริม เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อช่วยควบคุมโรค
  • ก่อนรับ CAR-T Cell ผู้ป่วยมักได้รับเคมีบำบัดขนาดต่ำ เพื่อลดจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันบางส่วน และเตรียมสภาพร่างกายให้เหมาะต่อการเพิ่มจำนวนและการทำงานของ CAR-T Cell
  • อาจเกิดผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เช่น ภาวะอักเสบรุนแรงจากการหลั่งสารไซโตไคน์ (CRS) ผลข้างเคียงทางระบบประสาท (ICANS) ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อ่อนเพลีย ภาวะเม็ดเลือดต่ำ หรือภูมิคุ้มกันลดลง
  • ต้องเข้าพบแพทย์อย่างต่อเนื่องหลังการรักษา โดยแพทย์จะนัดติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ นานหลายเดือนหรือหลายปี เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา เฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำและติดตามภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

การทำ CAR-T Cell Therapy ปลอดภัยไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

CAR-T Cell Therapy เป็นกระบวนการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การรักษานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงแรกของการรักษา เช่น

    • ภาวะ Cytokine Release Syndrome (CRS) เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไปหลังได้รับ CAR-T Cell อาจทำให้ผู้ป่วยมีไข้ หนาวสั่น ความดันโลหิตต่ำ หายใจลำบาก อ่อนเพลีย หรือในรายที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้อวัยวะสำคัญล้มเหลวได้
    • ความผิดปกติทางระบบประสาทบางอย่าง (ICANS) เช่น รู้สึกสับสน มึนงง สื่อสารติดขัด รู้สึกง่วงซึม มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก มีปัญหาด้านการทรงตัว หรือมีภาวะชักได้ในบางราย
    • ภาวะเม็ดเลือดต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย มีภาวะซีด เลือดออกง่าย และมีอาการบวมช้ำได้ง่ายกว่าปกติ
    • ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอาจลดลงในช่วงแรกหลังการรักษา ผู้ป่วยจึงต้องดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด และสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที

วิธีดูแลตัวเองก่อน-หลังทำ CAR-T Cell Therapy

ก่อนเข้ารับ CAR-T Cell Therapy

ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยมีคำแนะนำดังนี้

  • แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เช่น โรคประจำตัว ยาและอาหารเสริมที่ใช้ ประวัติการแพ้ยาและสารต่างๆ ประวัติการผ่าตัด และประวัติการรักษามะเร็งในช่วงก่อนหน้า
  • เข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพตามที่แพทย์กำหนด โดยแพทย์จะมีการตรวจเลือด ประเมินการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ปอด ไต และตับ การตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อ นอกจากนี้อาจมีการพิจารณาตรวจไขกระดูก CT scan หรือ MRI ในบางกรณี
  • พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกายก่อนการเก็บเซลล์
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และงดการสัมผัสกับผู้ป่วย
  • เตรียมความพร้อมด้านผู้ดูแล หลังจากได้รับ CAR-T Cell ผู้ป่วยอาจเกิดผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวัง จึงควรมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 4 สัปดาห์แรกหลังการรักษา

หลังทำ CAR-T Cell Therapy ควรดูแลตัวเองดังนี้

  • ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะด้วยตัวเอง งดใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย อย่างน้อย 8 สัปดาห์ 
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ล้างมือบ่อย ๆ และดูแลสุขอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • ควรวัดอุณหภูมิวันละ 1-2 ครั้ง และจดบันทึกไว้เพื่อดูแนวโน้มอุณหภูมิของร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสดใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืน อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่แพทย์แนะนำ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
  • นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ งดกิจกรรมที่ต้องใช้แรง รวมถึงการออกกำลังกายหนักๆ ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมเบาๆ เช่น การเดิน การฝึกโยคะ ในระหว่างการฟื้นตัว 
  • เข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ทานยาตามที่แพทย์สั่งจ่าย ไม่หยุดยา ปรับยา หรือรับประทานอาหารเสริม สมุนไพรอื่นๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • หากพบอาการผิดปกติ เช่น หนาวสั่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการทางระบบประสาทที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรรีบนำตัวผู้ป่วยเข้าพบแพทย์ทันที

สรุป

CAR-T Cell Therapy เป็นหนึ่งในนวัตกรรมการรักษามะเร็งที่อาศัยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยนำ T-cell มาดัดแปลงให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น หรือกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษาเดิม มีส่วนช่วยในการควบคุมโรคได้นานขึ้นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม CAR-T Cell Therapy อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งบางกลุ่ม และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามระยะของโรค สภาวะสุขภาพ และการตอบสนองของร่างกายของแต่ละบุคคล ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ช่วยให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับภาวะโรคของผู้ป่วย

References

  • Neelapu, S. S., Jacobson, C. A., Ghobadi, A., Miklos, D. B., Lekakis, L. J., Oluwole, O. O., Lin, Y., Braunschweig, I., Hill, B. T., Timmerman, J. M., Deol, A., Reagan, P. M., Stiff, P., Flinn, I. W., Farooq, U., Goy, A. H., McSweeney, P. A., Munoz, J., Siddiqi, T., … Locke, F. L. (2023). Five-year follow-up of ZUMA-1 supports the curative potential of axicabtagene ciloleucel in refractory large B-cell lymphoma. Blood, 141(19), 2307–2315. https://doi.org/10.1182/blood.2022018893.
  • Laetsch, T. W., Maude, S. L., Rives, S., Hiramatsu, H., Bittencourt, H., Bader, P., Baruchel, A., Boyer, M., De Moerloose, B., Qayed, M., Buechner, J., Pulsipher, M. A., Myers, G. D., Stefanski, H. E., Martin, P. L., Nemecek, E., Peters, C., Yanik, G., Khaw, S. L., … Grupp, S. A. (2023). Three-year update of tisagenlecleucel in pediatric and young adult patients with relapsed/refractory acute lymphoblastic leukemia in the ELIANA trial. Journal of Clinical Oncology, 41(9), 1664–1669. https://doi.org/10.1200/JCO.22.00642
  • Cappell, K. M., & Kochenderfer, J. N. (2023). Long-term outcomes following CAR T cell therapy: What we know so far. Nature Reviews Clinical Oncology, 20, 359–371. https://doi.org/10.1038/s41571-023-00754-1

 

购物车
滚动至顶部