สุขภาพดีเริ่มต้นได้ด้วยการดูแลจากภายใน เพราะในยุคที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากเชื้อโรคต่างๆ มลภาวะ สารพิษ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ตลอดจนถึงอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวัน การดูแลสุขภาพเชิงลึกจึงเป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจในวงการแพทย์คือ Plasma Exchange หรือ “การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยขจัดสารกระตุ้นการอักเสบ โปรตีนที่มีความผิดปกติ และของเสียบางชนิดออกจากกระแสเลือดได้อย่างเฉพาะเจาะจง Plasma Exchange คืออะไร? ประโยชน์ และข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนทำ LINNA Clinic (ลินนา คลินิก) มีคำตอบ
Table of Contents
Plasma Exchange คืออะไร
Plasma Exchange หรือ การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา คือกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อแยกพลาสมาที่มีสารไม่พึงประสงค์ เช่น แอนติบอดีที่ผิดปกติ (Autoantibodies) โปรตีนกระตุ้นภาวะอักเสบ สารพิษ และของเสีย ออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ของเลือด แล้วกำจัดพลาสมาส่วนดังกล่าวออกจากระบบ จากนั้นจึงทดแทนส่วนที่กำจัดไปด้วยพลาสมาสดแช่แข็ง (Fresh Frozen Plasma: FFP) น้ำเกลือ หรืออัลบูมินตามความเหมาะสม เพื่อคงสมดุลขององค์ประกอบสำคัญในร่างกาย
โดยพลาสมา (Plasma) เป็นของเหลวสีเหลืองใส ทำหน้าที่ลำเลียงโปรตีน แอนติบอดี ไขมัน ฮอร์โมน และสารต่างๆ ในระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อร่างกายมีภาวะอักเสบหรือมีสารก่อโรคหมุนเวียนอยู่ในพลาสมาจนส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย การทำ Plasma Exchange จึงมีบทบาทในการช่วยลดระดับสารผิดปกติออกจากกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูสุขภาพร่วมกับการรักษาหลักตามดุลยพินิจของแพทย์
Plasma Exchange ต่างกับ DFPP อย่างไร
ทั้ง Plasma Exchange และ DFPP เป็นการทำความสะอาดเลือดผ่านกระบวนการ Plasmapheresis เพื่อลดสารไม่พึงประสงค์ในกระแสเลือด แต่มีความแตกต่างกันที่วิธีการกรองและการทดแทนพลาสมา โดย Plasma Exchange จะกรองเอาพลาสมาที่มีสารไม่พึงประสงค์ออกจากระบบ จากนั้นจึงใช้พลาสมาจากผู้บริจาคหรือสารละลายอัลบูมินเข้ามาทดแทน เหมาะในกรณีที่ต้องการลดแอนติบอดีผิดปกติหรือโปรตีนบางชนิดให้ลดลงอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ DFPP (Double Filtration Plasmapheresis) เป็นการกรองพลาสมา 2 ขั้นตอน โดยขั้นแรกแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือด จากนั้นนำพลาสมาที่ได้ไปผ่านตัวกรองที่มีความจำเพาะอีกชั้นหนึ่งเพื่อคัดแยกเฉพาะโมเลกุลที่ไม่ต้องการออก และคืนพลาสมาที่ผ่านการกรองกลับเข้าสู่ร่างกาย ลดความจำเป็นในการใช้พลาสมาทดแทนจากภายนอกและช่วยรักษาโปรตีนที่จำเป็นไว้ได้มากกว่า เหมาะกับกลุ่มที่มีไขมันหรือโปรตีนบางชนิดในเลือดสูงผิดปกติ และผู้ที่ต้องการบรรเทาภาวะอักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไป
ขั้นตอนการทำ Plasma Exchange
กระบวนการทำ Plasma Exchange ควรอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์ รวมถึงมีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน โดยทั่วไปอาจใช้เวลาในการทำประมาณ 1.5-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับปัญหาในแต่ละเคส) มีขั้นตอน ดังนี้
- ประเมินร่างกายก่อนทำ โดยแพทย์จะตรวจเลือด วัดความดันโลหิต ชีพจร และประเมินสภาวะสุขภาพโดยรวม เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการทำ Plasma Exchange อย่างเหมาะสม
- ใส่สายสวนหลอดเลือดดำ โดยปกติแพทย์จะใส่สายสวนหรือเข็มเข้าไปในหลอดเลือดดำบริเวณแขน 1-2 ตำแหน่ง เพื่อใช้สำหรับดูดเลือดออกจากร่างกายและส่งเลือดที่ผ่านการกรองแล้วกลับเข้าสู่ร่างกาย แต่ในบางกรณีที่จำเป็นต้องใช้หลอดเลือดขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาใส่สายสวนบริเวณลำคอ หรือขาหนีบ ตามความเหมาะสม ซึ่งการใส่สายสวนในบริเวณดังกล่าวจะต้องดำเนินการภายในโรงพยาบาลเท่านั้น
- แยกพลาสมาออกจากเลือด เครื่องจะดูดเลือดเข้าสู่ระบบแยกส่วนประกอบเลือดเพื่อทำการแยกพลาสมาออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยพลาสมาที่ประกอบด้วยสารไม่พึงประสงค์จะถูกคัดแยกออกไป ส่วนเซลล์เม็ดเลือดจะถูกเก็บไว้เพื่อนำกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง
- เติมสารทดแทนพลาสมา เช่น Fresh Frozen Plasma หรือสารละลายอัลบูมิน (Albumin) เข้ากับเซลล์เม็ดเลือดที่แยกไว้ แล้วเติมกลับเข้าสู่ร่างกายช้าๆ เพื่อคงสมดุลของเหลวในร่างกาย
- เฝ้าดูอาการหลังทำ โดยการตรวจวัดความดันโลหิต ชีพจร และพักดูอาการในช่วงสั้นๆ หากไม่พบความผิดปกติ สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกันโดยไม่ต้องพักฟื้น
Plasma Exchange ช่วยเรื่องอะไร
- ช่วยลดสารก่อการอักเสบในเลือด เช่น Cytokine และโปรตีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และกระตุ้นโรคประจำตัวให้รุนแรงมากขึ้น
- ช่วยลดระดับแอนติบอดีผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายโจมตีอวัยวะของตัวเอง การทำ Plasma Exchange มีส่วนช่วยลดระดับแอนติบอดีเหล่านี้ให้น้อยลงและสนับสนุนให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น
- ช่วยลดความหนืดของเลือด ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจและอวัยวะสำคัญในร่างกาย
- ช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น โปรตีนผิดรูป ไขมันบางชนิด สารพิษ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนหรือโรคเรื้อรังบางชนิด
- ส่งเสริมการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม เมื่อสารกระตุ้นการอักเสบน้อยลง การไหลเวียนเลือดเป็นปกติ และระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น จึงมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพได้ในระยะยาว
Plasma Exchange เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและโรคทางระบบประสาทบางชนิด เช่น โรค SLE โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพื่อช่วยลดปริมาณแอนติบอดีผิดปกติภายในร่างกาย
- ผู้ที่มีโปรตีนหรือไขมันบางชนิดในเลือดสูงมาก จนส่งผลให้เลือดมีความหนืดผิดปกติ และส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด
- ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคอักเสบเรื้อรัง และต้องการใช้แนวทางฟื้นฟูสุขภาพร่วมกับการรักษาหลัก
- ผู้ที่แพทย์ประเมินแล้วว่ามีภาวะไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีสารก่อการอักเสบบางชนิดในเลือดสูง
- ผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูสุขภาพเชิงลึก ดูแลสุขภาพองค์รวม
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับบริการจะต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์เพื่อประเมินข้อบ่งชี้และความเสี่ยงก่อนทำหัตถการ และควรทำความเข้าใจว่าการทำ Plasma exchange เป็นเพียงแนวทางการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ใช่กระบวนการรักษาโรคจึงไม่สามารถใช้แทนการรักษาหลักได้
กลุ่มบุคคลที่ไม่เหมาะกับ Plasma Exchange
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตรุนแรงที่ยังควบคุมอาการไม่ได้
- ผู้ที่มีภาวะการติดเชื้อรุนแรง
- ผู้ที่ความดันต่ำมาก หรือเคยมีประวัติภาวะช็อก
- ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้สารทดแทนพลาสมา เช่น Albumin หรือพลาสมาบริจาค
- สตรีมีครรภ์ และคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างให้นมบุตร (ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ และรับการประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเข้ารับบริการ)
ผลข้างเคียงหลังทำ Plasma Exchange
โดยทั่วไปการทำ Plasma Exchange ถือเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัย เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ ทั้งนี้ ผู้เข้ารับบริการในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงหลังทำ Plasma exchange ซึ่งมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและไม่รุนแรง เช่น
- มีอาการหนาวสั่นในระหว่างทำ ซึ่งสามารถแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบเพื่อปรับการดูแลให้เหมาะสม
- รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
- อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
- ปวดศีรษะหรือวิงเวียนศีรษะ
- คลื่นไส้เล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตัว
- รู้สึกไม่สบายผิว เกิดรอยฟกช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ใส่สายสวน
- ความดันโลหิตลดต่ำลงชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีจ้ำเลือดหรือเลือดออกมากผิดปกติหลังทำ ควรรีบพบแพทย์ทันที
วิธีดูแลร่างกายก่อน-หลังทำ Plasma Exchange
วิธีเตรียมตัวก่อนทำ Plasma Exchange
- แจ้งรายละเอียดโรคประจำตัว ยา อาหารเสริมที่ใช้อยู่ และประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- เข้ารับการตรวจเลือดและประเมินความพร้อมร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอในช่วง 1-2 วันก่อนทำ
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- งดอาหารเสริมหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดตามคำสั่งแพทย์
การดูแลตัวเองหลังทำ Plasma Exchange
- ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนเลือดและช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวได้ดี
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก การยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักๆ ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก เวียนหัวมาก หน้ามืด มีอาการบวม แดง หรือเจ็บมากผิดปกติบริเวณที่ใส่สายสวน ให้รีบพบแพทย์ทันที
สรุป
Plasma Exchange เป็นวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยลดสารอักเสบ แอนติบอดีผิดปกติ และโปรตีนบางชนิดที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไหลเวียนและภูมิคุ้มกันร่างกาย จึงช่วยฟื้นฟูสุขภาพ และปรับสมดุลจากภายในได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีความปลอดภัย ปรึกษาปัญหาสุขภาพ พร้อมวางแผนฟื้นฟูร่างกายเฉพาะรายบุคคลกับทีมแพทย์ของ LINNA Clinic สามารถติดต่อเราได้ที่เบอร์ 063-609-8888, Whatsapp +66 919799554 หรือทาง LINE: @linnaclinic ได้เลยค่ะ



